<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909</id><updated>2011-11-27T17:03:32.222-08:00</updated><category term='อาหารที่มีธาตุเหล็ก'/><category term='ดอกกระเจี๊ยบ'/><category term='อาการกล้ามเนื้อทับเส้นประสาท'/><category term='ตรวจสุขภาพ'/><category term='6 ข้อสังเกตอาการต้อกระจก'/><category term='เม็ดโลหิตขาว'/><category term='เผชิญหน้ากับมะเร็งลำไส้ใหญ่'/><category term='ขาดแคลเซียม'/><category term='มะเร็งหลอดอาหาร'/><category term='กระดูกพรุน'/><category term='บรรเทาเอ็นอักเสบ'/><category term='ผู้หญิงเป็นโรคปวดศีรษะมากกว่าผู้ชาย'/><category term='ศาสตร์แพทย์แผนจีน'/><category term='ประสาท'/><category term='ปรุง...ต้านมะเร็ง ด้วยเมนูโฮมเมด'/><category term='มะเร็งปอด'/><category term='การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุสั้น'/><category term='กรดไขมัน Omega-3ลดอาการโรคหัวใจ'/><category term='ผู้หญิงเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง'/><category term='สถิติการมีภาวะกระดูกสันหลังคด'/><category term='อาหารระหว่างมื้อที่ดี'/><category term='ไขมัน'/><category term='สัญญาณเตือนมะเร็ง'/><category term='ขอบขนมปังมีสารต้านอนุมูลอิสระ'/><category term='Endometriosis รักษาง่ายดีกว่าทนเจ็บนาน'/><category term='ปั่นจักรยานผลาญแคลอรี'/><category term='อาสาสมัครสเต็มเซลล์'/><category term='ประทานผักตระกูลกะหล่ำต้านมะเร็ง'/><category term='สังเกตอาการไข้หวัด2009'/><category term='สมุนไพรจีน'/><category term='ฉี่บ่อย ระวัง โรคร้าย ถามหา'/><category term='น้ำเหลือง'/><category term='เสี่ยง'/><category term='วัคซีนมะเร็งปากมดลูก'/><category term='คุณสมบัติบริจาคเลือด'/><category term='ผู้หญิงควรดื่ม 2.7 ลิตรต่อวัน'/><category term='โรคเครียด'/><category term='โรคซึมเศร้าคืออะไร'/><category term='ต้านโรค'/><category term='ดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆรักษาโรคหวัด'/><category term='ปัญหาฝ้า'/><category term='มะเร็งเต้านม'/><category term='หมู่โลหิตอาร์เอชลบ'/><category term='ปวดศีรษะไมเกรนบำบัดได้'/><category term='เหงื่อบอกโรค'/><category term='รักษาโรคหวัด ด้วยการดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ'/><category term='หยิน-หยาง'/><category term='เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต'/><category term='วิธีการรักษากล้ามเนื้อทับเส้นประสาท'/><category term='แกงส้มผักรวม-แกงเลียง ต้านมะเร็ง'/><category term='สาเหตุความดันโลหิตสูง'/><category term='โรคปวดศีรษะ'/><category term='มะเร็งช่องคลอด'/><category term='วิธีทำให้สดชื่นหลังตื่นนอน'/><category term='มะเร็งปากมดลูก'/><category term='รากชะเอมเทศ'/><category term='ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านม'/><category term='รับมือกับมะเร็งลำไส้'/><category term='การรักษาโรคซึมเศร้า'/><category term='เฟลมมิ่ง (Phlegming)'/><category term='เดอร์มาโรลเลอร์'/><category term='ะเร็งปากมดลูก'/><category term='พลาสมา'/><category term='ฮอร์โมนผิดปกติ'/><category term='สเต็มเซลล์'/><category term='สาเหตุการเกิดช็อกโกแลตซีส'/><category term='แพทย์ผิวหนัง'/><category term='วิธีรักษาอาการปวดต้นคอ'/><category term='มารู้จักโรคกระดูกสันหลังคด'/><category term='ความอ้วนเสี่ยงต่อโรคเส้นโลหิตสมองตีบ-แตก'/><category term='ป้องกันไวรัส HPV'/><category term='โยคะ...ทำเองก็ได้ง่าย'/><category term='ไมเกรน'/><category term='สิ่งที่ผู้เป็นเบาหวานควรให้ความสนใจ'/><category term='ไข้หวัดใหญ่ 2009'/><category term='กะหลำปลีมีอาหารซิลิเนียม'/><category term='เกล็ดโลหิต'/><category term='ดูแลกระเพาะของเราให้ดี'/><category term='หญิง 13 -59 เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง'/><category term='ชีวจิตพิชิตเบาหวาน'/><category term='กระดูก'/><category term='ควรจะลดปริมาณสบู่ในฤดูหนาว'/><category term='โรคร้าย'/><category term='แยมและเยลลี่เพิ่มพลังต้านมะเร็ง'/><category term='เม็ดโลหิตแดง'/><category term='เพกตินในผักผลไม้ต้านมะเร็ง'/><category term='การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นความดันโลหิตสูง'/><category term='มะเร็งลำไส้ใหญ่'/><category term='อาหารที่ผู้เป็นอัมพาตควรงด'/><category term='ธัญพืช'/><category term='ประจำปี'/><category term='ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย'/><category term='ภาวะถุงรองเอ็นอักเสบ'/><category term='ลักษณะโรคซึมเศร้า'/><category term='ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน'/><category term='อาการความดันโลหิตสูง'/><category term='กินจุบจิบระหว่างมื้ออย่างมีประโยชน์'/><category term='โลหิตจาง'/><category term='ภาวะกระดูกพรุน'/><category term='พยาธิใบไม้ตับเกิดมะเร็งท่อน้ำดี'/><category term='ค้นช่องคลอด'/><category term='ความเสี่ยงของมะเร็งในช่องปาก'/><category term='โรคทางสมอง'/><category term='สีอุจจาระบอกสุขภาพ'/><category term='การวินิจฉัยโรคซึม'/><category term='กล้ามเนื้อ'/><category term='ไอเรื้อรัง'/><category term='มะเร็งในช่องปาก'/><category term='โรคผิวหนังในฤดูหนาว'/><category term='แพทย์จีน'/><category term='เบาหวาน เหงื่อซึมทั่วตัว'/><category term='อุจจาระบอกสุขภาพ'/><category term='สาเหตุของอัมพาต'/><category term='สังเกตสีอุจจาระบอกสุขภาพ'/><category term='สาเหตุของโรคซึมเศร้า'/><category term='อาการของมะเร็งเต้านม'/><category term='เป็นแผลในช่องปากเสี่ยงต่อมะเร็งช่องปาก'/><category term='กินปลาป้องกันโรคหัวใจ'/><category term='ตรวจ'/><category term='ขอบขนมปังมีประโยชน์'/><category term='ถุงรองเอ็น'/><category term='พยาธิใบไม้ตับ'/><category term='การบริจาคโลหิต'/><category term='อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน'/><category term='ดูแลตัวเองตามกรุ๊ปเลือด'/><category term='กระเพาะปัสสาวะอักเสบพบในผู้หญิงมาก'/><category term='แพทย์ผิวหนังเตือนภัย'/><category term='14 สไตล์มรณะ ปัจจัยเสี่ยง มะเร็ง'/><category term='ขมิ้นรักษาโรคกระเพาะอาหาร'/><category term='ดื่มน้ำน้อยเสี่ยงกับมะเร็ง'/><category term='เช็คร่างกาย'/><category term='สาเหตุของความดันโลหิตสูง'/><category term='การตรวจหามะเร็งเต้านม'/><category term='โรคกรดไหลย้อน'/><category term='เตรียมตัวไว้เพื่อไม่เป็นมะเร็ง'/><category term='อาหารลดอาการปวดไมเกรน'/><category term='กินวิตามิน..เกลือแร่แก้แพ้อากาศ'/><category term='เอ็นอักเสบ'/><category term='โรคกระเพาะอาหาร'/><category term='โรคภัยไข้เจ็บ'/><category term='คนวัยทอง ระวังโรครุม'/><category term='ความดันโลหิตสูง'/><category term='ภาวะอารมณ์ซึมเศร้า'/><category term='โรคเส้นโลหิตในสมองตีบ'/><category term='มะเร็งท่อน้ำดี'/><category term='อาการปวดศีรษะรุนแรง'/><category term='สุขภาพดี'/><category term='ทานอาหารเช้า'/><category term='สาเหตุกระดูกพรุน'/><category term='ช็อกโกแลตซีส เกิดขึ้นได้อย่างไร'/><category term='สุขภาพ'/><category term='ข้อเท็จจริงมะเร็งเต้านม'/><category term='มะเร็ง'/><category term='ผู้ป่วยเบาหวานมี 5 ลักษณะ'/><category term='แก้อาการไอ'/><category term='ความเครียด'/><category term='อัมพาต กับ ผู้สูงอายุ'/><category term='ดืมขิง'/><category term='ตกขาว มีกลิ่นฉุน'/><category term='บริจาคโลหิต'/><category term='วิธีป้องกันตัวจากไข้หวัด 2009'/><category term='ความสำคัญของธาตุเหล็ก'/><category term='กินเผ็ด ป้องกันโรค มีประโยชน์สารพัด'/><category term='ขับเสมหะ'/><category term='โหย่งเหิง'/><category term='Chocolate ของหวานที่ไม่ธรรมดา'/><category term='ความดันต้นเหตุของโรคต่าง ๆ'/><category term='การรักษาโรคปวดศีรษะ'/><category term='ยาไพรนารี Ya Prai Naree'/><category term='ร่างกาย'/><category term='โรคเบาหวาน'/><category term='สมุนไพรรักษาโรคกระเพาะอาหาร'/><category term='ผู้ชายนั้นจะสั้นกว่าผู้หญิง'/><category term='ดื่มน้ำเปล่า'/><category term='กระเพาะอาหาร'/><category term='อาหารบำรุงรอบเดือน'/><category term='วิถีแห่งการมี ไลฟสไตล์มรณะ'/><title type='text'>Healthy Conner</title><subtitle type='html'>แหล่งรวมข้อมูล...การดูแล รักษาสุขภาพ  สาระ ประโยชน์มากมาย                    รวมถึง  วิธีการปฏิบัติ  วิธีการป้องกันโรคต่าง ๆ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://healthy-conner.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>65</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-8038336480147475921</id><published>2011-01-06T21:32:00.000-08:00</published><updated>2011-01-06T21:34:29.095-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธัญพืช'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทานอาหารเช้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดื่มน้ำเปล่า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดืมขิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิธีทำให้สดชื่นหลังตื่นนอน'/><title type='text'>วิธีทำให้สดชื่นหลังตื่นนอน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิธีทำให้สดชื่นหลังตื่นนอน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตื่นนอนตอนเช้า สิ่งที่จะทำให้เรารู้สึกสดชื่นนั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ และทำได้ทุกวันโดยไม่เสียเวลามากนัก ขั้นตอนง่าย ๆ มีดังนี้&lt;br /&gt;1. ดื่มน้ำเปล่า&lt;br /&gt;ควรดื่มน้ำสักแก้วใหญ่ เพราะการดื่มน้ำเป็นการเติมน้ำให้กับร่างกายและช่วยเพิ่มพลัง ภายหลังจากที่ร่างกายพักผ่อนมาทั้งคืน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่งมากขึ้น&lt;br /&gt;2. ออกกำลังกาย ประมาณ 5 – 10 นาที&lt;br /&gt;เน้นการยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้อในส่วนที่ต้องใช้การบ่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ในการทำงาน ถ้าต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงานทั้งวัน ต้องเน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อบริเวณคอ หัวไหล่ แขน และฝ่ามือ เป็นต้น&lt;br /&gt;3. การทานอาหารเช้า&lt;br /&gt;ควรเลือกรับประทานอาหารสำหรับมื้อเช้า โดยการรับประทานธัญพืชหรืออาหารที่มีโปรตีน ลดอาหารจำพวกแป้ง ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อม ให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน&lt;br /&gt;4. เลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน&lt;br /&gt;ยกตัวอย่างคนที่เคยดื่มกาแฟตอนเช้าอยากให้เลิกดื่มแล้วหันมาดื่มชาขิงแทน เพื่อช่วยให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายอบอุ่น อีกทั้งเป็นการช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ถ้าอยากสดชื่นหลังตื่นนอน ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-8038336480147475921?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8038336480147475921'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8038336480147475921'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2011/01/blog-post.html' title='วิธีทำให้สดชื่นหลังตื่นนอน'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-2226991810882683719</id><published>2010-12-13T01:49:00.000-08:00</published><updated>2010-12-13T02:02:49.361-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ค้นช่องคลอด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ฮอร์โมนผิดปกติ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตกขาว มีกลิ่นฉุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยาไพรนารี Ya Prai Naree'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปัญหาฝ้า'/><title type='text'>ยาไพรนารี Ya Prai Naree</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TQXtoyrGpTI/AAAAAAAAANY/b7KeWwNnIXM/s1600/78.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 202px; DISPLAY: block; HEIGHT: 362px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5550103400857118002" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TQXtoyrGpTI/AAAAAAAAANY/b7KeWwNnIXM/s400/78.jpg" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ยาไพรนารี Ya Prai Naree &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ในยาสมุนไพร 1 แคปซูล ประกอบด้วย&lt;br /&gt;แกแล 5% / แก่นแสมทะเล 5% / ผิวมะกรูด 10% / เมล็ดพริกไทยล่อน 10%&lt;br /&gt;/ เหง้าขิง 5% / ขมิ้นเครือ 5% / หัวไพล 20% / ว่านชักมดลูก 15% / ดีปลี 10%&lt;br /&gt;สมุนไพรอื่นๆ รวม 15% &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;สรรพคุณ แก้ระดูไม่ปกติ (ประจำเดือนมาไม่ปกติ) ขับน้ำคาวปลา&lt;br /&gt;ไพรนารี เป็นยาเหมาะสำหรับสุภาพสตรีโดย เฉพาะท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับ&lt;br /&gt;- ระดูมาไม่ปกติ คือประจำเดือนมาไม่ตรงเวลา ปวดมากเวลาที่มา มาน้อย มามาก&lt;br /&gt;- สตรีที่มีปัญหา คันช่องคลอด ตกขาว มีกลิ่นฉุน ให้ทานต่อเนื่องจนกว่าจะปกติ&lt;br /&gt;- ขับน้ำคาวปลา สำหรับสตรี หลังคลอดบุตร จะช่วยขับน้ำคาวปลา ทำให้มดลูกเข้าอู่ได้อีก และอยู่ไฟได้ดี&lt;br /&gt;- ไพรนารี ยังมีผลสำหรับสตรีที่มีปัญหา ฝ้าที่หน้าที่เป็นฝ้าเลือด จะลดลง และปัญหาฮอร์โมนเพศหญิงผิดปกติ และผู้ทีมีฝ้ากระเพิ่มขึ้นตามผิวหนัง&lt;br /&gt;- การรับประทานไพรนารี สามารถทานต่อเนื่องได้ยาวนาน โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ และไม่มีสารตกค้าง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการตรวจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีใช้ ให้รับประทานครั้งละ 2-3 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร ประมาณ 20-30 นาที เช้า-เย็น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บรรจุ 100 แคปซูล  ราคา 600 บาท รหัสสินค้า 106054&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;สนใจติดต่อ : คุณพิชญ์สินี 083-199 7189&lt;br /&gt;email : &lt;/strong&gt;&lt;a href="mailto:yoshiki_or@hotmail.com"&gt;&lt;strong&gt;yoshiki_or@hotmail.com&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-2226991810882683719?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2226991810882683719'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2226991810882683719'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2010/12/ya-prai-naree.html' title='ยาไพรนารี Ya Prai Naree'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TQXtoyrGpTI/AAAAAAAAANY/b7KeWwNnIXM/s72-c/78.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-2498258356476904710</id><published>2010-12-13T01:18:00.000-08:00</published><updated>2010-12-13T01:39:45.920-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='รากชะเอมเทศ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เฟลมมิ่ง (Phlegming)'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แก้อาการไอ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดอกกระเจี๊ยบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขับเสมหะ'/><title type='text'>เฟลมมิ่ง (Phlegming) ยาสามัญประจำบ้าน แผนโบราณ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TQXoDVj5WGI/AAAAAAAAANI/ds4g29ELz7U/s1600/35.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 158px; DISPLAY: block; HEIGHT: 400px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5550097259828959330" border="0" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TQXoDVj5WGI/AAAAAAAAANI/ds4g29ELz7U/s400/35.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ยาสามัญประจำบ้าน แผนโบราณ&lt;br /&gt;เฟลมมิ่ง (Phlegming)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ยาน้ำ บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ&lt;br /&gt;พบกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่คิดค้นและผลิตขึ้นโดย เภสัชกรแผนไทย เป็นตัวยาสมุนไพร 100% ซึ่งได้ผลิตจากสมุนไพรไทยโบราณสำคัญหลายชนิด โดยไม่มีสารเคมี และสารสังเคราะห์ใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้เป็นยาสมุนไพรที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ใช้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เฟลมมิ่ง มีสรรพคุณ แก้อาการไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ&lt;br /&gt;เมื่อดื่มประจำ ช่วยลดอาการไอ แก้น้ำลายเหนียว ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอหายใจโล่งเบาสบาย ใช้เสียงได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้เสียงมาก ซึ่งจะประกอบด้วย สมุนไพรสำคัญต่างๆ ดังนี้&lt;br /&gt;- ดอกกระเจี๊ยบ / รากชะเอมเทศ / ลูกมะขามป้อม /กานพลู / ลูกมะแว้งเครือ และยังมีสมุนไพรไทยอื่นๆ ที่สำคัญๆ อีกหลายชนิด เรานำมาผสมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จะเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์เฟลมมิ่ง จึงเป็นผลิตภัณฑ์ของสมุนไพรไทย ที่ควรแก่การใช้&lt;br /&gt;- ปรุงและควบคุมการผลิตโดยเภสัชกรไทย และเวชกรรมไทย การแพทย์แผนไทย และเป็นโรงงานที่ได้รับอนุญาตการผลิต ยาแผนโบราณจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณะสุข จึงปลอดภัยจากผู้ใช้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;การใช้ และวิธีการใช้ ยาน้ำเฟลมมิ่ง&lt;br /&gt;- ดื่มหรือจิบ วันละ 3-4 ครั้งหรือครั้งละ 1-2 ช้อนชา อย่างต่อเนื่องจนกว่าอาการที่เป็นจะดีขึ้น ผู้ที่ไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก เมื่อมีอาการดีขึ้น ควรดื่มต่ออีก 1-2 สัปดาห์&lt;br /&gt;- เมื่อเปิดขวดใช้แล้วไม่หมดใน 1 เดือน ควรเก็บแช่ในตู้เย็น จะทำให้รักษาคุณภาพคงที่&lt;br /&gt;- ควรเขย่าขวดทุกครั้งก่อนดื่ม จะช่วยทำให้สมุนไพรเข้ากันได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;- การใช้ยาสมุนไพร เมื่อมีอาการดีขึ้น ควรทานต่ออีกเพียง 1-2 สัปดาห์ ก็หยุดดื่มสมุนไพรนี้ได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คำเตือน สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่ควรทานโดยตรง ควรผสมกับน้ำ หรือนมในอัตราส่วน 1:1 และให้ใส่ช้อนชาจิบ เนื่องจากยาสมุนไพรมีรสเย็นเมนทอล ถ้าทานโดยไม่ผสมจะทำให้เด็กสำลักได้ อย่าเก็บในที่ร้อน เช่นในรถยนต์ จะทำให้ยาเสื่อมคุณภาพ และรสชาติเปลี่ยนไปได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขนาดบรรจุ 120 cc. ราคา 190 บาท รหัสสินค้า 106053 &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สนใจติดต่อ : คุณพิชญ์สินี 083-199 7189&lt;br /&gt;email : &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;a href="mailto:yoshiki_or@hotmail.com"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;yoshiki_or@hotmail.com&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-2498258356476904710?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2498258356476904710'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2498258356476904710'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2010/12/phlegming.html' title='เฟลมมิ่ง (Phlegming) ยาสามัญประจำบ้าน แผนโบราณ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TQXoDVj5WGI/AAAAAAAAANI/ds4g29ELz7U/s72-c/35.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-3149698246031089887</id><published>2010-11-13T23:36:00.000-08:00</published><updated>2010-11-13T23:57:40.509-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ศาสตร์แพทย์แผนจีน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แพทย์จีน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หยิน-หยาง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โหย่งเหิง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ต้านโรค'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพรจีน'/><title type='text'>สมุนไพรจีน "โหย่งเหิง"</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;strong&gt;สมุนไพรจีน "โหย่งเหิง"&lt;br /&gt;สุดยอดยาบำรุงร่างกาย ต้านโรคร้าย &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; DISPLAY: block; HEIGHT: 400px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5539306562180292770" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TN-R-ES_IKI/AAAAAAAAAJk/0vCMILNLoqM/s400/1.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ด้วยยอดจำหน่ายไปแล้วกว่า 2 ล้านขวดด้วยโรงงานผลิตอันทันสมัยที่สุด มูลค่ากว่าร้อยล้านบาทจึงมั่นใจได้ทั้งคุณภาพ และมาตรฐานสูงสุดในผลิตภัณฑ์ &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;มาดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;กับสุดยอดตำรับยาสมุนไพรจีนสรรพคุณ ใช้บำรุงร่างกาย บรรเทาอาการปวดเมื่อย ตามส่วนต่าง ๆของร่างกายเลขทะเบียนยา G 244/43 &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ต้านโรคร้าย บำรุงร่างกาย ด้วยทฤษฎีแพทย์จีน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;คุณทราบหรือไม่ว่า ร่างกายคนเราประกอบขึ้นจากธาตุสำคัญ 5 อย่าง คือ น้ำ ไม้ ไฟ ดิน และ ทอง (โลหะ) เกิดเป็นอวัยวะต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ธาตุทั้ง 5 อยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน และ ทำงานเกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ ฉะนั้น การเรียนรู้ถึงคุณสมบัติเฉพาะ และ ความสัมพันธ์ระหว่างธาตุทั้ง 5 ให้ถ่องแท้ จะช่วยให้เราสามารถรักษาระบบการทำงานที่ดีของธาตุทั้ง 5 ไว้ได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 200px; DISPLAY: block; HEIGHT: 200px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5539307062788705426" border="0" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TN-SbNNVTJI/AAAAAAAAAJs/a0i1ZDVZpMc/s400/5element.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;การรักษาภาวะปกติของร่างกายไว้เช่นนี้เรียกว่า &lt;strong&gt;การรักษา สมดุล (หยิน-หยาง)&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิชาการแพทย์จีน เมื่อใดที่ธาตุทั้ง 5 อยู่อย่างสมดุล ก็จะเกิดการทำงานของร่างกายในภาวะที่ปกติขึ้น แต่หากเมื่อใด ธาตุต่างๆ ผิดปรกติไป การทำงานของร่างกายก็จะเข้าสู่ภาวะผิดปรกติ นั่นหมายถึง อาการเจ็บไข้ได้ป่วยนั่นเอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ต้นเหตุของสภาวะการขาดสมดุลนั้นมีมากมาย ยิ่งสำหรับวิถีชีวิตคนในปัจจุบันแล้ว ร่างกายอ่อนแอได้โดยง่าย กล่าวคือ ความเครียดจากการทำงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ การกินอาหารไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายทั้งสิ้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การดูแลรักษาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงจึงสำคัญ ที่การรักษาสมดุลของธาตุทั้ง 5 เราสามารถรักษาสมดุลของธาตุทั้ง 5 ในร่างกายได้ด้วยยาน้ำสมุนไพรจีน “โหย่งเหิง” จากสรรพคุณอันอเนกอนันต์ของพืชสมุนไพรจีนกว่า 30 ชนิด &lt;strong&gt;อวัยวะภายในที่สำคัญ เช่น หัวใจ ปอด ม้าม ตับ และไต&lt;/strong&gt; จะได้รับการปรับสมดุล และฟื้นฟูให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การบำรุงร่างกายด้วย “โหย่งเหิง”&lt;/strong&gt; จึงเป็นการต้านโรคภัยด้วยการลดโอกาสการเกิดโรค ซึ่งถือเป็นวิธีที่ถูกต้องมากกว่าการรักษาอาการป่วย เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้ว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทางเลือกของการดูแลและรักษาสุขภาพด้วยการผสมผสานแพทย์แผนปัจจุบันและศาสตร์แพทย์แผนจีน อย่างลงตัว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ศาสตร์แพทย์แผนปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;มีจุดเด่นในการรักษาโรคที่เกิดขึ้น เฉียบพลัน โรคที่ต้องช่วยชีวิตฉุกเฉิน โรคที่มีปัญหาเฉพาะส่วนหรือการบำบัดอาการที่รวดเร็ว โรคติดเชื้อ โรคที่ต้องการผ่าตัด อาวุธสำคัญในการรักษาโรค คือ ยาเคมีและมีดผ่าตัด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ศาสตร์แพทย์แผนจีน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;มีจุดเด่นในการปรับสมดุลของร่างกาย (หยิน-หยาง) การสร้างเสริมป้องกัน และรักษาสุขภาพ ต้องทำให้พลังลมปราณ และสมดุลของพลัง หยิน-หยาง เป็นปกติ จึงมีบทบาทในการรักษาที่รากฐาน โรคเสื่อมถอย โรคที่มีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในหลายระบบ โรคเรื้อรัง อาวุธสำคัญในการดูแลรักษาโรค คือ การปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต การฝังเข็ม การกินอาหารให้เกิดสมดุล การใช้ยาสมุนไพร และการฝึกนั่งสมาธิ&lt;br /&gt;ยาน้ำสมุนไพร โหย่งเหิง&lt;br /&gt;เป็นยาแผนโบราณอายุกว่า 500 ปี จากต้นตำรับยาจีนโบราณ ว่าเป็นตำรับยาอายุวัฒนะที่ยอดเยี่ยมในสมัยนั้นคัดเลือกจากพืชสมุนไพรจีนชั้นเลิศ ที่เป็นทั้งยา และ อาหารมากกว่า 30 ชนิด ปรับส่วนผสมจนได้คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ และ สมดุลตามหลัก หยิน-หยาง ของแพทย์จีนแผนโบราณ จึงมีผลต่อการฟื้นฟูในทุกๆส่วนของร่างกายออกฤทธิ์ด้วย องค์ประกอบทางเคมีตามธรรมชาติ ไม่มี สเตอรอยด์ หรือ สารเคมีใด ๆ มีความปลอด ภัยในการบริโภคสูง ไม่มีพิษข้างเคียง ดื่มประจำได้อย่างต่อเนื่องทุกวันได้รับการขึ้น ทะเบียน เป็นยาแผนโบราณ เลขทะเบียนยาที่ G244/43 &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตำรับยาจีน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;สูตรยาจีนตามหลักศาสตร์แพทย์แผนจีนประกอบด้วยยาหลัก : บำรุง รักษา ธาตุหรืออวัยวะหลักยารอง : เสริมฤทธิ์ยาหลักยาประกอบ : ลด ปรับ พิษ และผลข้างเคียง ของยา หลัก ยารองยาเสริม : เสริม ปรุงแต่ง ให้ยามีความสมดุลทั้งสรรพคุณ และทางกายภาพส่วนผสมทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของตำรับยาจีนที่มีการสืบทอดกันมานานนับพัน ๆ ปี &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โหย่งเหิง กับหน้าที่ 3 ประการ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;1.ขับสารพิษ – ล้างสารพิษ ในร่างกาย&lt;br /&gt;2.สร้างเซลล์ – บำรุงเซลล์&lt;br /&gt;3.ปรับ สมดุลในร่างกาย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ถ้าร่างกายครบสมบูรณ์สามอย่าง เราจะอายุยืน เพราะไร้โรค” &lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การดื่มยาน้ำสมุนไพรโหย่งเหิง&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;เริ่มที่ 5 ซีซี. ไป 3-5 วัน (ก่อนอาหารเช้า และ ก่อนนอน) แล้วเพิ่มเป็น 10 ซีซี. อีก 3-5 วัน จากนั้นเพิ่มเป็น 15 ซีซี. ไปตลอด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;7 สมุนไพรเดี่ยวชั้นเลิศ ในโหย่งเหิง&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;สมุนไพรมีการใช้มายาวนานนับพันๆ ปี ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ได้ศึกษามาอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันพบว่ามีสารสำคัญมากมายที่มีสรรพคุณ และประสิทธิภาพสูง สามารถใช้บำรุงร่างกาย ป้องกัน และรักษาโรคได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตังถั่งเฉ้า (Cordyceps sinensis)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไต ปอดสารสำคัญ : โพลีแซคคาไรด์, แมนนิทอล,กาแล็กโทส,แอดดีโนซีน,คอร์ดิเซนิน, กรดอะมิโน ทั้ง 18 ชนิด, วิตามินบี 12 และแร่ธาตุอื่นๆ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรรพคุณ:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;- ชะลอความแก่ รักษาโรคหืด หอบ ภูมิแพ้ ขยายหลอดลม แก้ไอ&lt;br /&gt;- ลดระดับน้ำตาลในเลือด ปรับความดันโลหิต แก้ไตอ่อนแอ&lt;br /&gt;- เป็นยาบำรุง บำบัดอาการเหนื่อยล้า ช่วยให้นอนหลับง่าย&lt;br /&gt;- เพิ่มภูมิต้านทานโรค ในทางคลินิก ใช้รักษามะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;ตังกุย (Angelica sinensis)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ตับ ปอด ไต หัวใจ ม้ามสาระสำคัญ : เบอร์แคบเท็น, เบต้าซิโทสเตอรอล, วิตามินบี 12, คาร์วาโครล,โคลีน,กรดแพนโทเทนิก,สโคโปลิติน,อัมเบลลิเฟอโรนฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรรพคุณ:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;- บำรุงเลือด รักษาโลหิตจาง ขยายหลอดเลือดแดง&lt;br /&gt;- ลดความดันโลหิต รักษาโรคหัวใจเต้นผิดปกติ โรคเจ็บหัวใจ&lt;br /&gt;- แก้อาการประจำเดือนผิดปกติ ปวดประจำเดือน และอาการวัยทอง&lt;br /&gt;- ช่วยการทำงานของตับและไตดีขึ้น รักษาโรคปอดอุดตัน&lt;br /&gt;- กำลังวิจัยในการป้องกัน รักษามะเร็งตับ และโรคไต&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;เก๋ากี้ (Fructus lycii)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไต ตับ ปอดสารสำคัญ : โพลีแซคคาไลน์, แคโรทินอยด์ โดยเฉพาะมีเบต้าแคโรทีนสูงที่สุดของพืชในโลกนี้, วิตามินซี, บี1, บี2, กรดอะมิโนทั้ง 18 ชนิด,กรดลิโนเลอิก, อะโทรพีน, ไฮออสไซยามีน,สโคโพลาติน, เบต้า-ซิโตสเตอรอส, และแร่ธาตุต่าง ๆ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรรพคุณ:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;- บำรุงไต ตับ บำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นชัดขึ้น&lt;br /&gt;- ชะลอความแก่ มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงมาก เพิ่มภูมิต้านทานโรค&lt;br /&gt;- เพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและกระตุ้นฮอร์โมนอีสโตรจน&lt;br /&gt;- ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ป้องกันตับไม่ให้มีไขมัน&lt;br /&gt;- มีการทดลองใช้เป็นยาลดความอ้วน&lt;br /&gt;- มีคุณสมบัติต้านมะเร็ง จีน ญี่ปุ่น กำลังศึกษาใช้บำบัดโรคมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;ปัคคี้ (Astragali radix)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ม้าม ปอดสารสำคัญ : โพลีแซคคาไรด์, ไกลโคไซด์, เฟลวานอยด์,ซาโปนิน,กรดอะมิโน,แอสตรากาโลไซด์-I II III IV VI VII,แอสตราไอโซเฟลแวน,แอสตราเปอโรคาแปน,บีเทน,คาลิโคซิน,ไตรเทอปีน,ไกลโคไซด์,แร่ธาตุต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรรพคุณ :&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;- บำรุงหัวใจ เพิ่มเลือดไปเลี้ยงหัวใจ บำรุงเลือดลม&lt;br /&gt;- ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต&lt;br /&gt;- เสริมภูมิต้านทาน บำบัดอาการอ่อนล้า&lt;br /&gt;- ปัจจุบัน ใช้ร่วมในการบำบัดมะเร็ง และ มีผลงานวิจัยในการยับยั้งเซลล์มะเร็งของกระเพาะและลำไส้&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;โต่วต๋ง (Eucommia ulmoides)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไต ตับสารสำคัญ : ไพโนเรซินอล ไดกลูโคโซด์,ออคิวบิน,อิริดอยด์,แอสเพอรูโรไซด์,กรดแอสเพอรูล,กรดอโรแมติวาเนลิก,กรดคลอโรจีนิก,กรดเจนิโพเซดิก,กรดอะมิโน,แร่ธาตุต่างๆ อัลคาลอยด์โพลีแซคคาไลน์ เควอร์เซติน,ซิตรูซิลิน บี ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรรพคุณ :&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- บำรุงไตและตับ บำรุงกระดูกและเอ็น แก้อักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;- ปวดหลัง ปวดบั้นเอว ปวดกระดูก&lt;br /&gt;- ข้ออักเสบ โดยเฉพาะหัวเข่าและข้อเท้า&lt;br /&gt;- ในทางคลินิก ใช้ลดความดันโลหิต เพิ่มระบบภูมิต้านทาน&lt;br /&gt;- ชาวจีนเชื่อว่าเป็นยาบำรุงสมรรถนะทางเพศทั้งชายและหญิง&lt;br /&gt;- ในเภสัชตำรับจีน ใช้บำรุงสตรีมีครรภ์&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;ปักตังเซียม (Codonopsis pilosula, Radix)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ม้าม ปอดสารสำคัญ : โพลีแซคคาไรด์,ธาราเซอร์ริล อาซิเตด,ฟรีเดลิน,ธาราซีรอล,ดี-สไปนาสเตอรอล,ดี7-สติดมาสตีนนอล, กลูโคไซด์, ซูโคลส, กลูโกลส, อินูลิน, สตาร์ช, อัลคารอยด์ และเรซิน ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรรพคุณ :&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;- บำรุงม้าม ปอด และสร้างพลังลมปราณ (ฉี)&lt;br /&gt;- เพิ่มการสร้างเลือด ช่วยระบบการย่อยอาหาร&lt;br /&gt;- แก้อ่อนล้า เพิ่มระบบภูมิต้านทานโรค มีผลต่อสภาวะภูมิต้านทาน บกพร่อง รวมทั้ง HIV บำรุงระบบภูมิคุ้มกัน&lt;br /&gt;- ในคลินิก ที่จีนและญี่ปุ่น ใช้สร้างภูมิต้านทานให้กับผู้ป่วยมะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;เต้กย้ง (Deer Antler Velvet)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไต ตับสารสำคัญ : คอลลาเจน type II,กรดอะมิโนทั้ง 18 ชนิด,กลูโคสซามีน, คอนรอยติน,พรอสต้าแกรนดินส์,ฟอสโฟไลปิด,กรดไขมันจำเป็น(โอเมก้า 3และ6),แพนโทคริน แร่ธาตุ เช่นแคลเซี่ยม,แมงกานิส,แมกนีเซียม,สังกะสี,ทองแดง,เหล็ก,ซีลิเนียม ฯลฯ และสำคัญที่สุดคือ สาร IGF 1&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรรพคุณ :&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;- บำรุงไต กระดูก เลือด ปอด กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อสมอง&lt;br /&gt;- เพิ่มระบบภูมิต้านทานโรค ใช้เป็นยาต้านมะเร็ง ต้านเนื้องอก&lt;br /&gt;- ช่วยเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย รักษาอาการอ่อนเพลีย&lt;br /&gt;- รักษาโรคไขข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เก๊าต์ กระดูกพรุน&lt;br /&gt;- เสริมความเป็นหนุ่น สาว รักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพ กระตุ้นทำให้เพิ่มระดับฮอร์โมนอิสโตรเยน และเทสเตอโรน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สนใจติดต่อ : คุณพิชญ์สินี 083-199 7189&lt;br /&gt;email : &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="mailto:yoshiki_or@hotmail.com"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;strong&gt;yoshiki_or@hotmail.com&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-3149698246031089887?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/3149698246031089887'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/3149698246031089887'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2010/11/blog-post.html' title='สมุนไพรจีน &quot;โหย่งเหิง&quot;'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_tQfRLNvscGA/TN-R-ES_IKI/AAAAAAAAAJk/0vCMILNLoqM/s72-c/1.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-921550929641656951</id><published>2009-07-25T00:03:00.000-07:00</published><updated>2009-07-25T00:03:00.473-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งปากมดลูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ป้องกันไวรัส HPV'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัคซีนมะเร็งปากมดลูก'/><title type='text'>มะเร็งปากมดลูก</title><content type='html'>มะเร็งปากมดลูก&lt;br /&gt;คิดสักนิดก่อนฉีดวัคซีนป้องกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งอันอับ 2 ของมะเร็งสตรีทั่วโลก จะเป็นรองก็แต่มะเร็งเต้านมเท่านั้น แต่สำหรับเมืองไทย มะเร็งปากมดลูกกลับเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในบรรดามะเร็งของสตรี แต่ละปี มีคนไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่า 6,000 ราย ไวรัส HPV ติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ HPV เป็นได้ทั้งหญิงและชาย (ชายรักชาย) จะเรียกว่าเป็นมะเร็งที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted cancer) ก็ได้ ดังนั้นพฤติกรรมทางเพศจึงมีความสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HPV VACCINE ก็คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV (Human PapillomaVirus) นั่นแหละ แต่ก่อนนี้เราไม่รู้ว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร ก็เลยไม่รู้ว่าจะป้องกันอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกก็คือเจ้า HPV นี่เอง เมื่อรู้สาเหตุ ก็รู้วิธีป้องกัน จึงมีผู้คิดค้นหาวัคซีนเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส HPV คือ&lt;br /&gt;· การมีคู่นอนหลายคน (ครั้งละหลายๆคน หรือครั้งละคน แต่มีหลายคน)&lt;br /&gt;· คู่นอนมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นหรือชายอื่นหลายๆคน&lt;br /&gt;· มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ&lt;br /&gt;· มีลูกมาก&lt;br /&gt;· มีภูมิคุ้มกันต่ำ&lt;br /&gt;· มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆร่วมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไวรัส HPV มีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ก็เป็นสายพันธุ์ธรรมดาๆ บางสายพันธุ์ก็เป็นสายพันธุ์ดุ ก่อให้เกิดมะเร็งได้ เช่นสายพันธุ์ 16, 18, 45, 31, 33, 52, 58 สายพันธุ์ 16 พบได้ร้อยละ 50-60 สายพันธุ์ 18 พบได้ร้อยละ 10-15 การพัฒนาวัคซีนจึงมุ่งเน้นสายพันธุ์ 18 และ 16 เป็นส่วนใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัคซีน HPV ทำจากอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัคซีน HPV ก็ทำจากตัวเชื้อ HPV นั่นแหละ โดยนำโปรตีนที่เปลือกหุ้มของตัวไวรัสมาเพิ่มจำนวน แล้วมาทำเป็นอนุภาคที่คล้ายตัว HPV เรียกว่า virus-like particle (VLP) ซึ่งมีโครงสร้างทุกอย่างเหมือนตัวเชื้อ HPV ต้นแบบ เพียงแต่ไม่มี DNA ที่ก่อมะเร็งเท่านั้น เจ้า VLP ตัวนี้สามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิต้านทาน (antibody) ได้ดีมากๆ แอนติบอดีที่เกิดขึ้นก็จะวิ่งไปออกันอยู่ที่มูกบริเวณปากมดลูก พอเชื้อ HPV เข้ามา มันก็จัดการเขมือบซะ !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัคซีน HPV มีกี่ชนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการพัฒนาวิจัยวัคซีน HPV มีหลายเจ้า หลายบริษัท บางบริษัทก็ทดลองวัคซีนป้องกัน HPV โดดๆ สายพันธุ์เดียว บางเจ้าก็ทดลองวัคซีนที่มีสองสายพันธุ์รวมกัน (สายพันธุ์16 กับ 18) บางเจ้าก็ทดลองหลายๆสายพันธุ์รวมกันถึง 5 สายพันธุ์ก็มี (สายพันธุ์ 16, 18, 45, 31, และ 33) ซึ่งป้องกันได้ถึง 83 % หรือบางเจ้าต้องการให้ครอบคลุมไวรัสแบบครอบจักรวาล ก็ทดลองให้มีถึง7 ชนิดโดยเพิ่มสายพันธุ์ 52 กับ 58 เข้าไปก็มี ซึ่งก็สามารถป้องกันได้ถึง 87 %&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีวัคซีนแล้วดียังไงไม่ดียังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องดีก็คือ ต่อนี้ไป เราจะมีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกกันแล้ว แม้จะป้องกันได้ไม่หมดเสียทีเดียว แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีความหวังอะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วมีอะไรไม่ดีล่ะ เรื่องไม่ดีก็คือ วัคซีนตัวนี้เพิ่งพัฒนาแล้วเสร็จ เพิ่งได้รับการรับรอง แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง เช่น ควรเริ่มฉีดตอนอายุเท่าไร เอาตั้งแต่แรกเกิดเลยดีไหม หรือรอให้เข้าโรงเรียนก่อน หรือค่อยฉีดตอนเข้าวัยสาว หรือรอฉีดก่อนแต่งงาน แล้วถ้าฉีดผู้ชายตัวต้นเหตุ จะมีประโยชน์หรือเปล่า ต้องฉีดกระตุ้นไหม ถ้าต้องฉีดกระตุ้น ต้องกี่ปีจึงจะฉีดซ้ำ แล้วสาวโสดประเภทมีแนวโน้มจะขึ้นคาน ต้องฉีดหรือเปล่า คนที่มีเชื้อหรือติดเชื้อ HPV อยู่แล้ว ฉีดไปจะทำให้หายเร็วขึ้นไหม ที่มองในแง่ลบสุดๆ เมื่อมีวัคซีนป้องกันแล้วจะทำให้ผู้คนประมาท ไม่ป้องกันมากขึ้นไหม จะสำส่อนทางเพศเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เหล่านี้เป็นประเด็นที่ยังไม่มีการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV&lt;br /&gt;1 ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์แล้ว วัคซันนี้อาจไม่เป็นประโยชน์กับคุณเลย เพราะมีโอกาสสูงมากที่คุณเคยติดเชื้อไวรัสดังกล่าวมาแล้ว&lt;br /&gt;2 ถ้าคุณอายุมากกว่า 26 ปี ผลตอบสนองจากการฉีดวัคซีนอาจไม่ดีเท่ากับคนอายุน้อยกว่า&lt;br /&gt;3 ถ้าคุณสนใจฉีดวัคซีนนี้ เพราะเข้าใจว่าจะทำให้ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เช่น&lt;br /&gt;แปปสเมียร์ VIA หรือ Thin prep อีกต่อไป ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ และนำชีวิตไปสู่ความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะวัคซีนนี้ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เพียง 70 % เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคาเท่าไร แพงไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฉีดวัคซีนเอชพีวีต้องฉีด 3 ครั้ง คือ เมื่อเริ่มฉีดครั้งแรก หลังจากนั้น 1-2 เดือน จะฉีดครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 หลังจากครั้งแรก 6 เดือน เมื่อก่อนราคาวัคซีนเอชพีวี 3 เข็ม ประมาณ 12,000-14,000 บาท แต่ปัจจุบันราคาเหลือประมาณ 7,000-8,000 บาท บางโรงพยาบาลสามารถให้ทยอยจ่ายทีละครั้งได้จนครบ 3 ครั้ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-921550929641656951?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/921550929641656951'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/921550929641656951'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='มะเร็งปากมดลูก'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-1187074211824277481</id><published>2009-07-23T23:59:00.000-07:00</published><updated>2009-07-24T00:03:52.518-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไข้หวัดใหญ่ 2009'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิธีป้องกันตัวจากไข้หวัด 2009'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สังเกตอาการไข้หวัด2009'/><title type='text'>วิธีป้องกันตัวจากไข้หวัด 2009</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิธีป้องกันตัวจากไข้หวัด 2009&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดยังไม่หยุด ลักษณะอาการไม่รุนแรง ใกล้เคียงกันกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิมที่เกิดขึ้นตามปกติ อัตราตายต่ำ อาการป่วยคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล อาการ ไข้หวัดใหญ่ 2009 การติดต่อเหมือนกัน คือมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว      &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่ที่พบว่าทำให้ติดเชื้อได้มากที่สุด คือบ้านและโรงเรียน เพราะการติดเชื้อมีปัจจัยสำคัญคือ ต้องใกล้ชิดและสัมผัสกันประมาณ 8 ชั่วโมง หากแค่เดินผ่านกันหรืออยู่ในสถานที่ปลอดโปร่ง โอกาสติดเชื้อมีน้อยมากที่สำคัญพบว่าผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มีอาการน้อย บางรายมีอาการน้อยมากจนไม่รู้ว่าป่วย ร้อยละ 95 สามารถจัดการเชื้อโรคได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นไม่ควรตื่นตระหนกและปฏิบัติตามคำแนะ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นำ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคำแนะนำ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากป่วยเล็กน้อย ควรหยุดพักเพื่อรักษาตัวที่บ้าน พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ อาการจะหายเองได้ภายใน 2-3 วัน    สวมหน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจามด้วยกระดาษทิชชูหรือแขนเสื้อของตนเอง    &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลบ่อยๆ แยกห้องจากผู้อื่น ไม่ใช้ของร่วมกัน    &lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับสถานศึกษา หากพบเด็กป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ 3 คนในห้องเรียนเดียว ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์    &lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ ควรติดตามอาการของตนเอง 7 วัน    โดยในระยะ 3 วันแรกควรพักอยู่ที่บ้านก่อนไปโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษา หรือเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น    &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้ เช่นพาราเซตามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) และยารักษาตามอาการ เช่น ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร    &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นพบเชื้อแบคทีเรียและแพทย์สั่ง    ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำสะอาดที่ไม่เย็น ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็นจัด พยายามรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก และผลไม้ให้พอเพียง    &lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอนพักผ่อนมากๆ ในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไป และมีอากาศถ่ายเทสะดวก    &lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที แจ้งประวัติการเดินทางหรือบุคคลใกล้ชิดให้แพทย์ทราบ    &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อควรระวัง คือกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว จะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่าปกติ    &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต้องหมั่นคอยสังเกตอาการไว้ตลอด     &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่มา : ข่าวสด&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-1187074211824277481?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1187074211824277481'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1187074211824277481'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/07/2009.html' title='วิธีป้องกันตัวจากไข้หวัด 2009'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-4269610307512583495</id><published>2009-04-27T23:50:00.000-07:00</published><updated>2009-04-27T23:50:00.162-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กล้ามเนื้อ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระดูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไขมัน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='น้ำเหลือง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคภัยไข้เจ็บ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประสาท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความเครียด'/><title type='text'>ภัยเงียบที่คุกคามมากับความเครียด</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ภัยเงียบที่คุกคามมากับความเครียด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;เป็นสาเหตุของกลุ่มอาการต่างๆ ที่นำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บมากมาย&lt;br /&gt;ในยุคที่เศรษฐกิจประสบกับภาวะวิกฤตแบบนี้ ความเครียด ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนแตกต่างกันไปตามสภาพหน้าที่การงานและภาวะทางสังคม หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเครียดฝังอยู่ลึกๆ ในตัว จนกลาย&lt;br /&gt;เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างร่างกาย จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ (ARIYA WELLNESS CENTER) กล่าวว่า ความเครียดแบ่งออกได้ 2 ชนิด ได้แก่&lt;br /&gt;1. Acute stress เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นในทันทีและร่างกายก็จะตอบสนองโดยการแสดงออกมาทันที ซึ่งความเครียดนี้ จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ เกิดผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจไม่นาน แต่ถ้าบ่อยก็จะส่งผลเป็นความเครียดแบบเรื้อรังได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;2. Chronic stress เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กับภาวะร่างกายและจิตใจทุกวันๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่รุมเร้าคนในสังคมปัจจุบัน ความเครียดจากปัญหาจากการทำงานที่เป็นภาวะที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ความหน้าเบื่อจากการทำงาน จากเพื่อนร่วมงาน จากเจ้านายที่ไม่ได้ดังใจ แต่ไม่มีทางเลือกและไม่อาจจะแสดงออกมาได้ ฯลฯ ความเครียดชนิดนี้จะค่อยๆ บั่นทอนสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างช้าๆโดยที่คุณไม่รู้สึกตัวได้แต่มันจะเป็นการฝังลึกลงในจิตใต้สำนึกแต่คุณก็ยังปฏิเสธว่าคุณไม่ได้เครียด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่เกิดภาวะเครียด โดยเฉพาะความเครียดเรื้อรังนั้นมีผลโดยตรงต่อการทำงานของร่างกาย ทุกระบบจะทำงานหนักมากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ กลไกลที่ผลต่อร่างกายก็คือ เมื่อภายใต้จิตสำนึกของคุณเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งเรียกว่า อะดรีนาลิน (Adrenaline) ผลของฮอร์โมนชนิดนี้กระทบและเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก เมื่อร่างกายมีการหลั่งจะทำให้หลอดเลือดในร่างกายบีบตัว การไหลเวียนของเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆ น้อยลง หัวใจต้องทำงานหนักบีบตัวสูงขึ้น ความดันเพิ่มขึ้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;แต่หากมีภาวะไขมันในหลอดเลือดก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นเลือดอุดตัน ภาวะขาดเลือดในอวัยวะสำคัญ ๆ เช่น หัวใจ สมอง เป็นต้น การทำงานของอวัยวะต่างๆ ด้อยประสิทธิภาพลง เช่นหายใจไม่อิ่ม เหนื่อยง่าย ,กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามาก ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ร่างกายไม่สามารถขับพิษได้ ตับและไตก็ต้องทำงานหนักขึ้น ,สมรรถภาพทางเพศลดลง ปวดเมื่อยตามร่างกาย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ ระบบภายในร่างกายต้องทำงานสูงเกิดการดึงอินซูลินในระบบเลือดมาใช้ กระตุ้นให้กินมาก เกิดโรคอ้วนได้ ฯลฯ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ หนึ่งในอาการ ทางร่างกายที่บ่งบอกได้ง่ายที่สุดคือ อาการของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ เมื่อคุณเครียดฮอร์โมนที่เป็นตัวร้ายจะเริ่มคุกคาม ทำให้กล้ามเนื้อของคุณเกร็งตัวมากกว่าปกติ คุณจะรู้สึกเมื่อยล้าในร่างกายอย่างบอกไม่ถูก ไม่กระปรี้กระเปร่า ง่วงนอน หาวบ่อยๆ และกล้ามเนื้อส่วนที่มีปัญหามากที่สุดก็คือ กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอ กล้ามเนื้อเหล่านื้จะเป็นมัดเล็กๆ เป็นริ้วๆ เกาะตามขอบของท้ายทอย เป็นทางผ่านของหลอดเลือดที่เลี้ยงสมอง และเลี้ยงอวัยวะต่างๆบนศีรษะ บริเวณนี้จะเตือนคุณได้มากที่สุด คุณจะปวดคอ ปวดบ่า บางรายร้าวไปที่หลัง รอบสะบัก หายใจแล้วเสียวในช่องอก มากขึ้นเรื่อยขนาดปวดร้าวขึ้นศีรษะ เหมือนเป็นไมเกรน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากกล้ามเนื้อหดตัวมากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ตา,ปากอาจกระตุกด้วย&lt;br /&gt;ฉะนั้นจึงควรดูแลให้ถูกทาง คือทำกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นดี กระดูกควรอยู่ในแนวที่ปกติ เส้นเลือด เส้นประสาท ระบบขับสารเสีย ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดี ทั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปคลายที่คออย่างเดียวเพราะกล้ามเนื้อเกี่ยวพันกันอยู่ทุกส่วน ควรปรับสมดุลให้โครงสร้างร่างกาย เพราะถ้าปรับสภาวะให้โครงสร้างสมดุลแล้วระบบเลือด น้ำเหลือง เส้นประสาทจะไหลเวียนได้เต็มที่ มีผลให้ร่างกาย หลังฮอร์โมนชนิดดีที่จะทำงานตรงกันข้ามกับ adrenaline นั่นคือ Endorphine ซึ่งเป็นสารสุขให้กับร่างกาย หากต้องการดูแลด้วยตนเองก่อนก็อาจผ่อนคลายด้วยการนวดเบาๆ อบ/ประคบร้อน ไม่ควรทำแรงบริเวณคอเพราะมีเส้นเลือดและกล้ามเนื้อที่สำคัญมาก หากต้องการรักษาก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของระบบกระดูกกล้ามเนื้อจะดีกว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเพราะจะส่งผลเสียมากขึ้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 อาคารไลฟ์ เซ็นเตอร์ ตึก Q House สาทร โทร. 02-677-7166-7 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-4269610307512583495?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/4269610307512583495'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/4269610307512583495'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/04/blog-post_27.html' title='ภัยเงียบที่คุกคามมากับความเครียด'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-3714566243336796600</id><published>2009-04-21T15:52:00.000-07:00</published><updated>2009-04-27T23:29:12.942-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ถุงรองเอ็น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เอ็นอักเสบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาวะถุงรองเอ็นอักเสบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บรรเทาเอ็นอักเสบ'/><title type='text'>ถุงรองเอ็นและเอ็นอักเสบ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถุงรองเอ็นและเอ็นอักเสบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ถุงรองเอ็นและเอ็นอักเสบ From Eat Well, Stay Well ภาวะอักเสบนี้เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ ในท่าเดิม เช่น การเล่นเทนนิส หรือขุดดิน ถุงรองเอ็นใกล้ข้ออักเสบคือการอักเสบของถุงน้ำที่คั่นระหว่างกล้ามเนื้อ (หรือเส้นเอ็น) ที่มาเกาะยึดกับกระดูกใกล้ข้อนั้น ส่วนเส้นเอ็นคือ เนื้อเยื่อแข็งที่เชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อกับกระดูก ถุงรองเอ็นใกล้ข้ออักเสบมักทำให้เกิดอาการปวดตึงในข้อ ขณะที่เส้นเอ็นอักเสบจะมีอาการปวดแปลบบริเวณที่เป็น ซึ่งมักเกิดกับหัวไหล่ สะโพก ข้อศอก หัวเข่า และข้อเท้า&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/estore/shop_detail.jsp?mcid=0001&amp;amp;ecid=1008&amp;amp;epid=0423072"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;1,001 ตำรับยาใกล้ตัว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="javascript:takeaction("&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ประคบเย็นแล้วตามด้วยร้อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ประคบน้ำแข็งที่ข้อเพื่อบรรเทาปวดและอักเสบ ใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งประคบข้อ 10-20 นาที ทุกๆ 4 ชั่วโมง หรือใช้ก้อนน้ำแข็งถูบริเวณที่ปวดโดยตรง 2-5 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการ&lt;br /&gt;หลังจากประคบน้ำแข็งติดต่อกันราว 3 วัน หรือเมื่อแตะข้อแล้วไม่รู้สึกร้อน ให้เปลี่ยนเป็นประคบร้อน ความร้อนช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ ทำให้หายเร็วขึ้น คุณอาจทำถุงประคบร้อนใช้เอง โดยตักข้าวสวย 2-3 ถ้วย ใส่ในถุงเท้าหรือถุงผ้า มัดปิดปากถุงให้แน่น นำไปอุ่นให้ร้อนในเตาไมโครเวฟ 60-90 วินาที ถุงข้าวสวยนี้สามารถนำมาพันรอบหัวเข่า ข้อศอก หรือข้อเท้าได้กระชับ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-3714566243336796600?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/3714566243336796600'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/3714566243336796600'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/04/blog-post_21.html' title='ถุงรองเอ็นและเอ็นอักเสบ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-1209454717471035854</id><published>2009-04-20T13:50:00.000-07:00</published><updated>2009-04-20T13:50:00.547-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคกรดไหลย้อน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งหลอดอาหาร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระเพาะอาหาร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไอเรื้อรัง'/><title type='text'>โรคกรดไหลย้อน (GERD)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรคกรดไหลย้อน (GERD)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;คนไทยคุ้นเคยกันดีกับโรคกระเพาะอาหาร ฉะนั้นเมื่อเกิดอาการ "เรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก ปวดแสบร้อนในช่องท้องส่วนบน ปวดบริเวณหน้าอก" ก็จะคิดไว้ก่อนว่านั่นเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะเป็น "โรคกรดไหลย้อน จากกระเพาะสู่หลอดอาหาร (Gastro esophageal Reflux Disease : GERD)"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"โรคกรดไหลย้อน" เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยของที่ไหลย้อนส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนน้อยอาจเป็นด่างจากลำไส้เล็ก โดยอาจมีหรือไม่มีหลอดอาหารอักเสบก็ได้ ผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอาการแสบยอดยก เรอเปรี้ยว ภาวะนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบหรือเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง จนทำให้ปลายหลอดอาหารตีบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหารได้ บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ "แต่เท่าที่พบผู้ป่วยบางรายไม่ได้มาด้วยอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว แต่มาหาหมอด้วยอาการของโรคหู คอ จมูก เช่น ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง มีกลิ่นปาก หรืออาจมาด้วยอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด บางรายก็มาด้วยอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเมื่อวินิจฉัยแล้วไม่พบโรคอื่น ก็จะส่งมาที่แผนกและส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รศ.นพ.อุดม คชินทร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุถึงกลุ่มคนไข้ที่มารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อน มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ลักษณะของโรคคือการที่มีกรดไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะอาหารมาที่หลอดอาหาร โรคกรดไหลย้อนมักพบได้จากการที่มีการอักเสบของหลอดอาหาร โรคกรดไหลย้อน ซึ่งมีผลกระทบได้ในทุกช่วงอายุ และวิถีชีวิตในแถบยุโรป พบได้ในผู้ใหญ่ ประมาณ 20-40% ซึ่งอาการที่พบเป็นประจำคืออาการแสบยอดอกจากการสำรวจ "The Asian Burning Desires Survey" ซึ่งเป็นผลการสำรวจผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนในทวีปเอเชียทั้งหมด 7 ประเทศ คือ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลี ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และไทย ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนทั้งหมด 1,020 คน ในแง่ผลกระทบของโรคต่อการทำงาน และการใช้ชีวิต ผลการสำรวจพบว่า 65% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนในเอเชียไม่ได้รับรู้ว่ากำลังทุกข์ทรมานจากโรคกรดไหลย้อน รวมทั้งผู้ป่วยที่ได้ไปพบแพทย์ และ 75% ของผู้ป่วยจะมีอาการเรอเปรี้ยว และรู้สึกปวดแสบร้อนในช่องท้องส่วนบน ประมาณ 60% ของผู้ป่วยรู้สึกไม่ค่อยสบาย หลีกเลี่ยงอาหารและน้ำ รู้สึกเหนื่อยและเป็นกังวลเนื่องจากอาการของโรค ส่วนผู้ป่วยอีกประมาณ 50% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน ต้องตื่นขึ้นมาอย่างน้อยเดือนละ 1 หรือ 2 ครั้ง เพราะนอนไม่หลับจากอาการของโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผศ.นพ.สมชาย ลีกากุศลวงศ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า โรคกรดไหลย้อนจะพบได้มากในทุกกลุ่มอายุ แต่ที่พบมาก และมักจะมีอาการรุนแรงจะเป็นกลุ่มคนอ้วน ยิ่งกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้นอาการของโรคจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอาการนอกหลอดอาหารจะมีอาการเจ็บคอเรื้อรัง ซึ่งหากเจ็บคอเรื้อรังแต่หาสาเหตุไม่พบส่วนใหญ่ 70% จะเป็นโรคกรดไหลย้อน ส่วนที่มีอาการในหลอดอาหารจะมีการอักเสบการวินิจฉัยโรค ไม่แนะนำให้ใช้วิธีส่องกล้อง ยกเว้นในรายที่มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายอุจจาระสีดำ เพราะการส่องกล้องจะวินิจฉัยได้เพียง 10-30% เท่านั้น หากรักษาด้วยการใช้ยารักษา ซึ่งใช้ดีที่สุดในกลุ่มคนไข้ที่มีการอักเสบของหลอดอาหาร หากให้ยาแล้ว 2 สัปดาห์อาการดีขึ้นก็ให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน"การปรับพฤติกรรมการกิน การนอน จะสามารถช่วยรักษาได้ 20% แต่หากใช้ยาในการรักษาจะหายได้ 80-100% คนไทยจะพบโรคนี้ประมาณ 7.4% ซึ่งมากกว่าเบาหวานซึ่งจะพบแค่ 4% ของประชากรเท่านั้น แต่ผู้ที่มีโรคนี้ประมาณ 40% จะไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน" ผศ.นพ.สมชายระบุ แต่หากรักษาด้วยยาไม่ได้ผลก็จะใช้วิธีการผ่าตัดด้วยการ "ผูกหูรูดกระเพาะอาหาร"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อไม่ให้กรดไหลย้อน แต่การผ่าตัดต้องใช้ฝีมือศัลยแพทย์มือหนึ่ง ซึ่งมีแพทย์ที่ทำได้ไม่มากนักในเมืองไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-1209454717471035854?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1209454717471035854'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1209454717471035854'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/04/gerd.html' title='โรคกรดไหลย้อน (GERD)'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-4469154046240860611</id><published>2009-04-19T15:47:00.000-07:00</published><updated>2009-04-19T15:47:00.993-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขาดแคลเซียม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สาเหตุกระดูกพรุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาวะกระดูกพรุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กระดูกพรุน'/><title type='text'>กระดูกพรุน  From Eat Well, Stay Well</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กระดูกพรุน  From Eat Well, Stay Well&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อะไรคือสาเหตุ&lt;br /&gt;การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนหลังหมดประจำเดือนอาจมีผลเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน เพราะฮอร์โมนดังกล่าวช่วยในการดูดซึมแคลเซียม (ชายสูงอายุก็เกิดภาวะกระดูกพรุนได้แต่มักสูญเสียมวลกระดูกน้อยกว่า เพราะมีกระดูกหนาแน่นกว่า) ปัยจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การหมดประจำเดือนเร็ว ขาดการออกกำลังกายที่เน้นการรับน้ำหนักของกระดูก เช่น การเดิน และการขาดแคลเซียมและสารอาหารอื่นที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูก มีโครงสร้างกระดูกเล็ก (ผู้หญิงผิวขาวและผู้หญิงเอเชีย) น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ หรือหมดประจำเดือนแล้ว รวมทั้งคนที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน หรือเคยกินสเตียรอยด์หรือยากันชักมานาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ภาวะนี้เป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระดูกพรุน (osteoporosis) เป็นอาการที่มวลกระดูก (ส่วนที่เป็นแร่ธาตุ) ลดลงอย่างต่อเนื่องจนทำให้โครงสร้างกระดูกอ่อนแอ แตกหักง่าย ภาวะนี้เกิดกับผู้หญิงถึง 1 ใน 3 และผู้ชายจำนวนมาก แม้การใช้ฮอร์โมนทดแทนจะป้องกันภาวะนี้ได้ แต่ผู้หญิงมากมายไม่อยากใช้วิธีนี้ แม้ยังไม่มีมาตรการใดที่ป้องกันได้เต็มที่ แต่การกินสารเสริมอาหารและเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตจะช่วยลดการสูญเสียได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารเสริมอาหารช่วยได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/estore/shop_detail.jsp?mcid=0001&amp;amp;ecid=1008&amp;amp;epid=0423056"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;คู่มือฉลาดใช้ วิตามิน แร่ธาตุและสมุนไพร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="javascript:takeaction("&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สารเสริมอาหารที่แนะนำช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้นเมื่อกินอย่างน้อย 6 เดือน โดยใช้ร่วมกับยารักษากระดูกพรุนและการบำบัดด้วยฮอร์โมน การกินสารเสริมอาหารสูตรบำรุงกระดูกอาจสะดวกกว่า แต่ต้องระวังหากกำลังกินยาป้องกันเลือดแข็งตัว เพราะอาจมี&lt;/span&gt;&lt;a class="LNorDarkRed" href="http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/th/communities/food_recipe.jsp?mccid=512&amp;amp;cid=2198"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;วิตามินเค&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่ทำให้เลือดแข็งตัวง่ายขึ้น...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : readersdigest.co.th&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-4469154046240860611?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/4469154046240860611'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/4469154046240860611'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/04/from-eat-well-stay-well.html' title='กระดูกพรุน  From Eat Well, Stay Well'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-5854010400700496674</id><published>2009-04-16T12:02:00.000-07:00</published><updated>2009-04-16T12:02:00.843-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาสาสมัครสเต็มเซลล์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สเต็มเซลล์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต'/><title type='text'>เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตหรือสเต็มเซลล์  (Stem Cell)  คืออะไร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตหรือสเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หรือ สเต็มเซลล์ คือ เซลล์ตัวอ่อนของโลหิตโดยจะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว และเกล็ดโลหิตซึ่งนอกจากจะเจริญเติบโตเป็นเม็ดโลหิตหลายชนิดแล้ว สเต็มเซลล์ยังสามารถให้กำเนิดตัวเองได้ตลอดเวลา ด้วยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว ทำให้สเต็มเซลล์ไม่มีวันหมดไปจากร่างกาย เราจึงสามารถบริจาคสเต็มเซลล์ให้กับผู้ป่วยโดยที่สเต็มเซลล์ของผู้บริจาคสามารถสร้างขึ้นทดแทนได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ในประเทศไทยจึงได้เริ่มตั้งโครงการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (National Stem Cell Donor Registry Program) โดยแพทยสภาได้ประกาศเป็นข้อบังคับว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมเกี่ยวกับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในราชกิจจนุเบกษา และกำหนดให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่ไม่ใช่ญาติให้กับผู้ป่วย เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2545 โครงการนี้จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2551 – 2555 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ มีเป้าหมายในการจัดหาอาสาสมัคร ฯ ให้ได้จำนวน 100,000 ราย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงขอเชิญชวนผู้บริจาคโลหิต และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ร่วมเป็น 1 ใน 100,000 ผู้กล้าสู่ศรัทธาและความภาคภูมิใจ มอบชีวิตใหม่ที่สดในแก่ผู้ป่วย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ขั้นตอนการลงทะเบียนเป็นผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต&lt;br /&gt;1. คุณสมบัติของผู้บริจาค&lt;br /&gt;- อายุ 18 – 50 ปี&lt;br /&gt;- น้ำหนัก 40 กิโลกรัมเป็นต้นไป&lt;br /&gt;- สุขภาพร่างกายแข็งแรง&lt;br /&gt;- ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีโรคติดต่อ และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง&lt;br /&gt;2. การลงทะเบียนเป็นอาสาสมัคร&lt;br /&gt;2.1 สำหรับผู้ที่บริจาคโลหิตอยู่แล้ว&lt;br /&gt;- แจ้งความจำนง ลงทะเบียนพร้อมกับการบริจาคโลหิตปกติ&lt;br /&gt;- ตรวจวัดความดันและความเข้มของโลหิตและรับหมายเลขถุงบรรจุโลหิตที่เคาน์เตอร์ ลงทะเบียน (ขั้นตอนหมายเลข 3)&lt;br /&gt;อย่าลืม !! ย้ำกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่า ขอลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต&lt;br /&gt;- กรอกรายละเอียดเพื่อแสดงความยินยอม บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ ฯ ก่อนไปบริจาคโลหิต&lt;br /&gt;2.2 สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิต&lt;br /&gt;- แจ้งความจำนงลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ ฯ ก่อนที่จะไปห้องเก็บตัวอย่างโลหิต&lt;br /&gt;3. หลังจากลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;- ศูนย์บริการโลหิตฯ จะเก็บตัวอย่างโลหิตประมาณ 20 ml. (ซี.ซี.) เพื่อนำไปตรวจลักษณะเนื้อเยื่อ (HLA of Tissue typing) และเก็บเป็นฐานข้อมูล (database) ไว้&lt;br /&gt;- หากผู้บริจาคมีลักษณะเนื้อเยื่อ HLA เข้ากันได้กับผู้ป่วยแล้ว ทางศูนย์บริการโลหิตฯ จะเชิญอาสาสมัครมา บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดโลหิตในภายหลัง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;หลากหลายวิธีการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หรือ สเต็มเซลล์ (Steem Cell)&lt;br /&gt;1. บริจาคทางหลอดโลหิตดำ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการแยกเก็บเฉพาะเซลล์กำเนิดเม็ดโลหิต เพราะเนื่องจากโลหิตในกระแสโลหิตจะมีเซลล์กำเนิดเม็ดโลหิตอยู่น้อยมากในขั้นแรกจึงต้องฉีดยา G-CSF เป็นเวลา 4 วัน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมากระจายในกระแสโลหิตให้มากพอ จึงจะเข้ากระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ซึ่งคล้ายกับวิธีการเก็บเกล็ดโลหิต หรือ น้ำเหลือง (Plasma) โดยแทงเข็มที่หลอดโลหิตดำบริเวณข้อพับแขน (Vein) ให้โลหิตไหลเข้าสู่เครื่อง Automated Blood Cell Separator ที่จะแยกเฉพาะเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทั้งนี้ จะใช้เวลาเก็บครั้งละ 3 ชั่วโมง และอาจจะต้องเก็บ 2 – 3 วัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้ป่วย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;2. บริจาคทางไขกระดูก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เป็นกระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากโพรงไขกระดูก โดยใช้เข้มเจาะเก็บจากบริเวณสะโพกด้านหลัง กระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งก่อนที่จะถึงกระบวนการเจาะเก็บข้างต้น ผู้บริจาคอาจต้องบริจาคโลหิตเก็บไว้ และจะนำมาให้หลังจากที่ได้เจาะเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเรียบร้อยแล้ว โดยผู้บริจาคจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลหนึ่งคืน ทั้งนี้ ร่างกายสามารถสร้างเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริจาคสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้นและควรพักฟื้นร่างกายประมาณ 5 – 7 วัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เป็นการบำเพ็ญ “อุปบารมีทาน” ซึ่งเป็นทานบารมีที่เหนือกว่าการให้ทานทรัพย์สมบัติใด ๆ นอกจากผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจะมีชีวิตใหม่ที่สดใสแข็งแรงแล้ว โรคทางโลหิตบางชนิดหายขาด บางชนิดก็ดีขึ้นกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผู้บริจาคก็ยังเกิดความสุขใจและอยากที่จะเป็นผู้ให้แก่ผู้เดือดร้อนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผลที่ได้รับจากการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต&lt;br /&gt;· มอบโอกาส และชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วย&lt;br /&gt;· มีโอกาสตรวจร่างกายอย่างละเอียด ก่อนการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต&lt;br /&gt;· ได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้นที่ 1 จากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขึ้นชื่อว่ากาชาดเป็นที่รู้กันดีว่า หมายถึง ผู้ช่วยด้วยเมตตา ด้วยกรุณาอย่างยิ่งต่อทุกชีวิตไม่เลือกชาติ ศาสนา หรือ ฐานะจะยากจนมีดีชั่วอย่างไร กาชาดมีใส่ใจ ช่วยได้เพียงไรกาชาดก็จะช่วย นับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ ผู้ร่วมงานด้วยจิตใจเป็นบุญเช่นนี้ ควรได้รับอนุโมทนาสาธุการอย่างยิ่ง”&lt;br /&gt;สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชกลมมหาสังฆปริณายก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;ที่มา : ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-5854010400700496674?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/5854010400700496674'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/5854010400700496674'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/04/stem-cell.html' title='เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตหรือสเต็มเซลล์  (Stem Cell)  คืออะไร'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-1375158003388787524</id><published>2009-04-12T11:54:00.000-07:00</published><updated>2009-04-12T11:54:00.480-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หมู่โลหิตอาร์เอชลบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เกล็ดโลหิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คุณสมบัติบริจาคเลือด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เม็ดโลหิตแดง'/><title type='text'>โลหิตหมู่พิเศษ (Rh-negative)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โลหิตหมู่พิเศษ (Rh-negative)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;บริจาคอะไรได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลหิตหมู่พิเศษ (Rh-negative) คือ หมู่โลหิตที่ไม่มีแอนติเจน ดี (Antigen-D) อยู่ที่ผิวของเม็ดโลหิตแดง ในคนไทยพบว่ามีหมู่โลหิตนี้เพียง 0.3% หรือใน 1,000 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น ซึ่งเรามักเรียกว่า “หมู่โลหิตหายาก” หรือ “โลหิตหมู่พิเศษ” นั่นเอง ฉะนั้น ผู้ที่มีหมู่โลหิตระบบนี้ต้องสนใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผู้มีโลหิตหมู่พิเศษบริจาคอะไรได้บ้าง (Rh-negative)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เนื่องจากโลหิตหมู่พิเศษอาร์เอชลบ (Rh-negative) พบน้อยมากในคนไทย คือใน 1,000 คน จะพบเพียง 3 คนเท่านั้น จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการรับบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ เพื่อให้โลหิตและส่วนประกอบโลหิตเพียงพอ ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ นอกจากจะรับบริจาคโลหิตหมู่พิเศษในรูปโลหิตรวม (whole blood) แล้ว ยังมีการรับบริจาคโลหิตเฉพาะส่วน ได้แก่ รับบริจาคเฉพาะเกล็ดโลหิตและรับบริจาคเฉพาะเม็ดโลหิตแดงเตรียมไว้เพื่อจ่ายให้กับผู้ป่วยตามความจำเป็นที่ใช้ในการรักษาเฉพาะโรค&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;การบริจาคเกล็ดโลหิต (SINGLE DONOR PLATELETS)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เกล็ดโลหิต เป็นเซลล์เม็ดโลหิตชนิดหนึ่ง มีขนาดเล็กมาก แต่มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างยิ่ง เพราะช่วยทำให้โลหิตแข็งเป็นลิ่มและอุดรอยฉีกขาดของเส้นโลหิตเวลาที่ถูกของมีคมบาด โดยปกติเกล็ดประมาณ 1 – 5 แสน / 1 ลูกบาศก์มิลลิลิตร ถ้ามีภาวะเกล็ดโลหิตต่ำมากจะทำให้เกิดโลหิตออกง่าย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโรคที่ทำให้เกล็ดโลหิตต่ำ เช่น โรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาว โรคที่เกี่ยวกับไขกระดูกไม่ทำงานโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคไข้เลือดออก เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ปัจจัยมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากที่ต้องใช้เกล็ดโลหิตในการรักษาซึ่งศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะเปิดรับบริจาคเกล็ดโลหิตเฉพาะที่มีการร้องขอจากโรงพยาบาลเท่านั้น มิได้เปิดรับบริจาคทั่วไป เหมือนรับบริจาคโลหิตหรือพลาสมา ทั้งนี้เพราะเกล็ดโลหิตเมื่อเจาะออกมานอกร่างกายแล้ว จะเก็บไว้ได้ไม่เกิน 5 วัน ตามลักษณะและกรรมวิธีในการเจาะเก็บ และต้องรักษาไว้ในตู้ซึ่งควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 22 องศาเซลเซียส พร้อมกับมีการเขย่าเบา ๆ ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;การรับบริจาคเกล็ดโลหิต จะใช้เครื่องมือเฉพาะที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ผู้บริจาคเกล็ดโลหิตจากแขนข้างหนึ่ง ผ่านเข้าเครื่องแยกอัตโนมัติ เพื่อแยกเกล็ดโลหิตออกจากเม็ดโลหิตแดง เมื่อได้เกล็ดโลหิตแล้ว ส่วนประกอบอื่น ๆ จะถูกคืนกลับเข้าสู่ร่างกาย ระยะเวลาในการบริจาคเกล็ดโลหิต ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ข้อกำหนดพิเศษสำหรับผู้บริจาคเกล็ดโลหิต&lt;br /&gt;- หมู่โลหิตจะต้องตรงกับผู้ป่วยที่ต้องการเกล็ดโลหิต&lt;br /&gt;- เส้นโลหิตตรงข้อพับแขนชัดเจน&lt;br /&gt;- ไม่รับประทานยาแก้วปวดแอสไพริน ในระยะเวลา 5 วัน ก่อนบริจาค&lt;br /&gt;- ควรเป็นผู้ที่บริจาคโลหิตสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การบริจาคเกล็ดโลหิตไม่ได้ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ผู้บริจาคสามารถปฏิบัติการกิจการงานได้ตามปกติยกเว้นในกรณีจำเป็น การบริจาคเกล็ดโลหิตอาจให้บริจาคได้ทุก 3 วัน แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ และหลังจากบริจาคเกล็ดโลหิตไปแล้ว 1 เดือน สามารถบริจาคโลหิตได้ตามปกติ&lt;br /&gt;การบริจาคเม็ดโลหิตแดง (SINGLE DONOR RED CELL)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การบริจาคเฉพาะเม็ดโลหิตแดง คือ การรับบริจาคเฉพาะเม็ดโลหิตแดง ได้จำนวน 2 ยูนิต จากผู้บริจาครายเดียว (Two unit Red Cell) ด้วยเครื่องแยกส่วนประกอบโลหิตอัตโนมัติ (Blood cell separator) โดยเครื่องดังกล่าวจะทำการแยกเก็บเฉพาะเม็ดโลหิตแดงได้ และคืนส่วนประกอบโลหิต&lt;br /&gt;อื่น ๆ เช่น น้ำเหลือง เม็ดโลหิตขาว เกล็ดโลหิต เข้าสู่ร่างกาย จากนั้นจะได้รับการชดเชยส่วนที่บริจาคออกมาด้วยน้ำเกลือ 400 มิลลิลิตร ให้กับผู้บริจาคเท่านั้น ใช้เวลาบริจาค 30 นาที&lt;br /&gt;คุณสมบัติของผู้บริจาคเม็ดโลหิตแดง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสมบัติเบื้องต้น เช่นเดียวกับผู้บริจาคโลหิตทั่วไป เช่น อายุระหว่าง 17 – 60 ปี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ในระหว่างรับประทานยาต่าง ๆ สุขภาพแข็งแรงสำหรับคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากการบริจาคโลหิตทั่วไป ดังนี้&lt;br /&gt;- ชาย น้ำหนักมากว่า 59 กิโลกรัม ส่วนสูงมากกว่า 155 เซนติเมตร&lt;br /&gt;- หญิง น้ำหนักมากกว่า 68 กิโลกรัม ส่วนสูงมากกว่า 165 เซนติเมตร&lt;br /&gt;- มีค่าความเข้มข้นโลหิต Hct มากกว่า 40%&lt;br /&gt;- มีค่า Body Index คือ ค่าอัตรส่วนระหว่างน้ำหนักต่อเพื้นที่ผิวน้อยกว่า 25&lt;br /&gt;- ใช้เวลาบริจาค 30 นาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ของการบริจาคเม็ดโลหิตแดง&lt;br /&gt;1. สามารถเตรียมเม็ดโลหิตได้จำนวนยูนิตมากขึ้น จากผู้บริจาคโลหิตที่มีหมู่โลหิตหายาก หรือไม่มีผู้บริจาคมากเพียงพอที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วย ถ้าให้ผู้บริจาคโลหิตบริจาคแบบปกติ&lt;br /&gt;2. สามารถเตรียมโลหิตสำรองไว้สำหรับการผ่าตัดตนเองครั้งเดียวได้ 2 ถุง&lt;br /&gt;3. เป็นโลหิตที่เตรียมจากผู้บริจาคโลหิตคนเดียว เป็นการลดอัตราเสี่ยงการติดเชื้อจากการรับโลหิตจากผู้บริภาคหลาย ๆ คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชมรมผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ (Rh-negative Club)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากผู้ที่มีหมู่โลหิตอาร์เอชลบ (Rh-negative) ในประเทศไทยมีจำนวนน้อยจึงเป็นปัญหาอย่างมาก ในการจัดหาโลหิตหมู่พิเศษดังกล่าวนี้ให้แก่ผู้ป่วย เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้มักประสบกับปัญหาในด้านของการจัดหาผู้บริจาคหรือไม่ก็จัดหาได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงได้จัดตั้งชมรมผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ (Rh-negative Club) ขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 จนปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากท่านมีโลหิตหมู่พิเศษ ขอเชิญสมัครเป็นสมาชิกชมรมผู้บริจาคโลหิหมู่พิเศษ ได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทยในวันและเวลาราชการหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-2263-9699-99 ต่อ 1753 หรือ 0-2255-4567&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดติดต่อแจ้งชื่อและที่อยู่ได้ที่ ธนาคารเลือดโรงพยาบาลประจำจังหวัดในวันและเวลาราชการเช่นกัน หรือรับทราบข้อมูลความรู้เรื่องการบริจาคโลหิตหมู่พิเศษ (Rh-negative) ทางอินเตอร์เน็ท &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.redcross.or.th/"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;www.redcross.or.th&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.rh-negative.com/"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;www.rh-negative.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; E-mail : &lt;/span&gt;&lt;a href="mailto:blood@.redcross.or.th"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;blood@.redcross.or.th&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สมาชิกชมรมผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษจะได้รับ&lt;br /&gt;- บัตรประจำตัวสมาชิกชมรมผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ สำหรับพกติดตัวเพื่อให้ทราบว่าเป็นผู้ที่มีโลหิตหมู่พิเศษอาร์เอชลบ (Rh-negative) หากมีเหตุจำเป็นต้องรับโลหิตในการรักษาแพทย์จะทราบได้ทันทีและให้โลหิตได้อย่างถูกต้อง&lt;br /&gt;- ได้รับ “สารชมรมผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษ” อย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน ซึ่งท่าน จะได้รับความรู้เรื่องหมู่โลหิตพิเศษ การดูแลสุขภาพ&lt;br /&gt;- ได้รับเชิญให้ร่วมกิจกรรมสังสรรค์ประจำปีของชมรมผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษการอภิปราย การบรรยายที่เป็นความรู้ด้านสุขภาพอนามัย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกชมรมผู้บริจาคโลหิตหมู่พิเศษและครอบครัว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;ที่มา : ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-1375158003388787524?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1375158003388787524'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1375158003388787524'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/04/rh-negative.html' title='โลหิตหมู่พิเศษ (Rh-negative)'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-7312463224236174696</id><published>2009-04-09T11:49:00.000-07:00</published><updated>2009-04-09T11:49:00.801-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความสำคัญของธาตุเหล็ก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โลหิตจาง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารที่มีธาตุเหล็ก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การบริจาคโลหิต'/><title type='text'>ความสำคัญของธาตุเหล็กที่มีต่อการบริจาคโลหิต</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ความสำคัญของธาตุเหล็กที่มีต่อการบริจาคโลหิต&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;การบริจาคโลหิต เป็นการนำโลหิตออกจากร่างกาย โดยเจาะออกทางเส้นโลหิตดำครั้งหนึ่ง ๆ ประมาณ 350 -450 มิลลิลิตร (ซี.ซี.) หรือประมาณ 6 -7 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณโลหิตในร่างกาย การเอาโลหิตออกจากร่างกายในปริมาณดังกล่าว ไปเกิดอันตรายร่างกายใด ๆ แต่จะช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกทำงานได้ดีขึ้น ในทำนองเดียวกับการออกกำลังกายที่ช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อแขนขาดีขึ้น ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น แต่ทั้งนี้หมายถึงการบริจาคโลหิตที่ไปบ่อยเกินเกณฑ์ คือทุก 3 เดือน และรักษาสมดุลให้อัตราสร้างใหม่ทดแทนเท่ากับที่เสียไป โดยเฉพาะวัตถุคือธาตุเหล็กมิฉะนั้นอาจเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เมื่อร่างกายต้องสูญเสียโลหิตไปเป็นปริมาณมาก ๆ เช่น ผ่าตัดใหญ่ คลอดบุตร ได้รับอุบัติเสียโลหิตมาก สตรีมีประจำเดือนที่มาผิดปกติ (ปกติประมาณ 60 -80 มิลลิลิตร / เดือน) รวมไปถึงการบริจาคโลหิต (ครั้ละ 350 -450 ม.ล.) แผลในกระเพาะอาหารที่มีโลหิตออก ริดสีดวงทวารที่มีโลหิตออกเรื้อรังหรือมีพยาธิปากขอในลำไส้ เป็นต้น ในภาวะเหล่านี้ร่างกายจะสูญเสียธาตุเหล็กมากกว่าปกติ ถ้าไม่ได้รับการป้องกันและแก้ไขจะนำไปสู่การเกิดภาะวโลหิตจาง จากการสูญเสียธาตุเหล็ก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ธาตุเหล็กสำคัญต่อการสร้างโลหิต&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โภชนาการของท่านในวันนี้อาจจะไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอที่จะเป็นผู้บริจาคโลหิตที่มีคุณภาพได้เพราะ เหตุว่าท่านอาจได้รับธาตุเหล็กจากอาหารยังไม่เพียงพอ โปรดสำรวจดูว่าท่านได้ปฏิบัติตัวให้เหมาะสม ที่จะเป็นผู้บริจาคประจำในระยะยาวได้หรือไม่ โดยไม่ประสบปัญหาเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก และโลหิตจางเสียก่อนและจะปฏิบัติตัวอย่างจึงจะดี ร้อยละ 70 ของธาตุเหล็กในร่างกายอยู่ในเม็ดโลหิตแดงในรูปที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน เมื่อเม็ดโลหิตแดงมีอายุประมาณ 120 วัน ก็จะสลายไป หรือเก็บสะสมไว้ภายในร่างกายถึงร้อยละ 97&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อาหารที่มีธาตุเหล็ก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โดยปกติร่างกายได้รับธาตุเหล็กทางเดียวเท่านั้นคือ จากอาหารที่รับประทาน โดยลำไส้จะดูดซึมธาตุเหล็กได้ประมาณ 1 และ 1.5 มิลลิกรัม ในผู้ชายและผู้หญิง ตามลำดับ และจะดูดซึมได้เพิ่มขึ้นในภาวะร่างกายขาดธาตุเหล็กจะไม่เกิน 3 – 4 / กรัม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ธาตุเหล็กที่มีอยู่ในอาหารแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีอยู่ในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น เนื้อ เลือด เครื่องในและไข่และชนิดที่พบอยู่ใน พืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช (ข้าวกล้อง ลูกเดือย ข้าวฟ่าง ฯลฯ) และถั่วต่าง ๆ สารอาหารที่มีธาตุเหล็ก อาทิ ผักใบเขียว ผักหวานสวน มะเขือพวง งาขาว งาดำ ซึ่งพืชผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกายได้ดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อื่น ๆ ด้วย เช่น ปริมาณธาตุเหล็กที่มีอยู่ในร่างกาย วัยเด็กที่กำลังเจริญเติบโต สตรีในช่วงมีประจำเดือนหรือตั้งครรภ์ รวมถึงภาวะที่สูญเสียและโลหิตจาง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ยาธาตุเหล็กสำหรับผู้บริจาคโลหิต&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โดยปกติร่างกายจะเสียธาตุเหล็กจากการหลุดลอกของเซลล์ผนังลำไส้ และเซลล์อื่น ๆ ไปเป็นปริมาณที่น้อยมาก คือ ประมาณ 1 มิลลิกรัม / วันในผู้ชาย และ 1.5 มิลิลกรัม / วันในผู้หญิง (เท่ากับที่ได้รับจากอาหาร) การมีประจำเดือนแต่ละเดือน ผู้หญิงจะสูญเสียธาตุเหล็ก ประมาณ 30 – 40 มิลลิกรัม ส่วนการบริจาคโลหิตแต่ะลครั้ง จะเสียธาตุเหล็กประมาณ 150 -200 มิลลิกรัม ซึ่งการสูญเสียธาตุเหล็กดังกล่าว จะสามารถป้องกันและแก้ไขได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;จากการศึกษาในผู้บริจาคโลหิตที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย พบว่าส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 40 ของผู้ที่ไม่สามารถบริจาคได้ทั้ง ๆ ที่อยากบริจาคและดูแข็งแรงดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงมีสภาวะโลหิตจางหรือความเข้มข้นของโลหิตไม่เพียงพอ เมื่อเจาะโลหิต 1 หยดจากปลายนิ้ว หยดลงไปในน้ำยาสีฟ้าซึ่งเป็นน้ำยาตรวจความเข้มข้นของโลหิต หยดโลหิตนั้นจะลอยอยู่หรือจมลงช้า ๆ ซึ่งหมายความว่าความเข้มข้นของโลหิตน้อยกว่า 12 กรัม / ด.ล. ในผู้หญิง หรือน้อยกว่า 13 กรัม / ด.ล. ในผู้ชาย ถ้าความเข้มของโลหิตเพียงพอ หยดโลหิตจะจมลงไปทันที&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สำหรับผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะจัดยาเม็ดธาตุเหล็ก “เฟอร์รัสซัลเฟต” ให้กับผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน ผู้หญิงรับประทาน 30 วัน วันละ 1 เม็ด ผู้ชายรับประทาน 15 วัน ๆ ละ 1 เม็ด หลังอาหารเย็นการรับประทานยานี้ อาจมีอุจจาระสีดำเพราะธาตุเหล็กส่วนใหญ่ไม่ถูกดูดซึมและทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนและกรดในกระเพาะอาหารและลำไส้ จึงขอเน้นให้ผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน กินยาเม็ดธาตุเหล็กที่มอบให้ไปจนหมด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาสภาวะความสมดุลของร่างกาย ให้สามารถบริจาคโลหิตได้ทุก 3 เดือน ตลอดไปจนถึงอายุ 60 ปี ผู้บริจาคโลหิตจึงควรบริจาคโลหิตในขณะที่รู้สึกว่าร่างกายของตนสมบูรณ์เท่านั้น ไม่ควรฝืนใจบริจาคโลหิตทั้ง ๆ ที่รู้สึกว่าร่างกายของตนไม่ปกติ หลังจากบริจาคโลหิตแล้ว ควรรับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วนและที่มีธาตุเหล็กสูง หากท่านได้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้น ท่านจะไม่เกิดภาวะโลหิตจางอย่างแน่นอน โลหิตของท่าจะมีความเข้มข้นเพียงพอทุกครั้งที่มาบริจาคโลหิต ระบบโลหิตในร่างกายมีโลหิตใหม่ที่มีคุณภาพหมุนเวียนทดแทนโลหิตเก่าที่ออกไป ส่งผลให้เป็นผู้ที่มีผิวพรรณสดใส ไม่อ่อนเพลียมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงดีตลอดไป&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เอกสารอ้างอิง&lt;br /&gt;1. The Concise Encyclopedia of Foods &amp;amp; Nutrition โดย Audrey H Ensminger และคณะ&lt;br /&gt;2. The Nutraceutical Revolution โดย Richard N. Firshein&lt;br /&gt;3. Technical Manual 12th Anerican Association of Blood Banks.&lt;br /&gt;รวบรวมและเรียงโดย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;ที่มา : ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-7312463224236174696?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/7312463224236174696'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/7312463224236174696'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/04/blog-post_09.html' title='ความสำคัญของธาตุเหล็กที่มีต่อการบริจาคโลหิต'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-20402684362432069</id><published>2009-04-06T11:43:00.000-07:00</published><updated>2009-04-06T11:43:00.423-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพดี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เม็ดโลหิตขาว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พลาสมา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เม็ดโลหิตแดง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บริจาคโลหิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การบริจาคโลหิต'/><title type='text'>สุขภาพดีด้วยการบริจาคโลหิต</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สุขภาพดีด้วยการบริจาคโลหิต&lt;br /&gt;               &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นอกจากความภาคภูมิใจและได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว  เชื่อไหมว่าการบริจาคโลหิตยังช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วย&lt;br /&gt;               &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ร่างกายได้สร้างเม็ดโลหิตใหม่  กระตุ้นให้ไขกระดูกทำงานดีขึ้นลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉลียบพลัน  ได้ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก  3  เดือน&lt;br /&gt;               &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โลหิต  ประกอบด้วยพลาสมา  (เนื้อเหลือง)  และเม็ดโลหิต  คิดเป็น  8  เปอร์เซ็นต์  ของน้ำหนักตัว  คือ  5 – 6  ลิตร  (สำหรับผู้ชาย)  และ  4 – 5  ลิตร  (สำหรับผู้หญิง)  หรือประมาณ  17 -18  แก้วน้ำ  ไขกระดูกเป็นอวัยวะตั้งต้นที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดโลหิต  3  ชนิด  ได้แก่  เม็ดโลหิตแดง  เม็ดโลหิตขาว  และเกล็ดเลือดโลหิต  เพื่อทำหน้าที่แตกต่างกันไปในร่างกาย&lt;br /&gt;              &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; เม็ดโลหิตแต่ละชนิดมีอายุการทำงาน  คือ  เม็ดโลหิตแดง  มีอายุ  120  วัน  เม็ดโลหิตขาว  และเกล็ดโลหิต  มีอายุ  5 -10  วัน  เมื่อถึงเวลาที่กำหนดเม็ดโลหิตจะถูกทำลายและขับถ่ายออกมาในรูปของเหงื่อปัสสาวะ  และอุจจาระ  หลังจากนั้นไขกระดูก  จึงสร้างเซลล์เม็ดโลหิตชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้โดยไม่มีวันหมดปริมาณโลหิตที่มีในร่างกาย  ถูกสร้างขึ้นมาให้เกินกว่าความต้องการใช้ที่แท้จริง  เพราะร่างกายคนเรามีโลหิตปริมาณ  17 -18  แก้วน้ำ  ร่างกายต้องการใช้เพียง  15 – 16  แก้วน้ำเท่านั้น  ส่วนที่เหลืออีก 2 – 3  แก้วน้ำ  สามารถบริจาคให้กับผู้อื่นได้ทุก  3  เดือน&lt;br /&gt;               &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ดังนั้นการบริจาคโลหิต  ซึ่งนำโลหิตออกจากร่างกายประมาณ  350 – 450  มิลลิลิตร  จึงเป็นการนำโลหิตสำรองออกมาโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ  แก่ร่างกาย  เพราะไขกระดูกจะสร้างโลหิตขึ้นมาทดแทนปริมาณที่ถูกถ่ายเทออกไป  และที่สำคัญทำให้เกิดประโยชน์กับผู้บริจาคโลหิตหลาย ๆ  อย่างด้วยกัน  อาทิ&lt;br /&gt;·       ร่างกายได้สร้างเม็ดโลหิตใหม่ ๆ  ซึ่งแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า  ทำให้เม็ดโลหิตแดงลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่  เม็ดโลหิตขาวทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น  และเกล็ดโลหิตซ่อมแซมรอยฉีกขาดในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;·       กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก  เปรียบเสมือนการออกกำลังกาย  ให้กับไขกระดูกได้ทำงานได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;·       ลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน  การวิจัยในประเทศฟีนแลนด์  พบว่า  การบริจาคโลหิตช่วยลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในเพศชายได้ถึง  88  เปอร์เซ็นต์  การสูญเสียโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากการบริจาคโลหิตช่วยใหการสะสมธาตุเหล็กร่างกายลดลง  เพราะเจ้าตัวธาตุเหล็กนี้ไม่ทำให้ไขมันทำปฏิกิริยากับอ๊อกซิเจน  ส่งผลให้หลอดเลือดตีบและอุดตันได้การบริจาคโลหิตช่วยให้ร่างกายลดภาวการณ์สะสมธาตุเหล็ก  ซึ่งเท่ากับลดความเสี่ยงโรคหัวใจลดด้วยนั่นเอง  การบริจาคโลหิตทุก  3  เดือน  จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้ผู้บริจาคโลหิตมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยตนเอง&lt;br /&gt;·       ได้ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก  3  เดือน &lt;br /&gt;-   ทำให้ทราบหมู่โลหิต  ทั้งระบบ  A  B  O   และระบบ  Rh&lt;br /&gt;-  โลหิตทุกยูนิตที่ได้รับบริจาค  ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองเชื้อต่าง ๆ  ในห้องปฏิบัติการเหมือนกับการที่ผู้บริจาคโลหิตได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ  บี  ไวรัสตับอักเสบ ซี  ,  ซิฟิลิสส   และเอดส์&lt;br /&gt;-  ได้รับการตรวจสารเคมีในโลหิต  (บริการตรวจให้ปีละ  1  ครั้ง)  แจ้งความจำนงที่แพทย์ผู้ตรวจวัดความดันโลหิต  ในวันจันทร์  ศุกร์  เวลา  08.00 – 10.00  น.  โดยต้องงดอาหารและน้ำหลังเที่ยงคืนมาก่อน&lt;br /&gt;เมนูอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก เหมาะสมสำหรับผู้บริจาคโลหิต&lt;br /&gt;            แกงจืดเลือดหมู&lt;br /&gt;               ผัดถั่วงอกกับเลือดหมู  และตับหมู&lt;br /&gt;               ตับผัดขิง&lt;br /&gt;               แกงไก่กับมันเทศ&lt;br /&gt;               แกงคั่วสับปะรดกับหอยแมลงภู่แห้ง&lt;br /&gt;               แกงเผ็ดฟักทองกับเลือดหมู&lt;br /&gt;               แกงคั่วยอดมะพร้าวกับเลือดหมู&lt;br /&gt;               แกงเผ็ดฟักกับเลือดหมู&lt;br /&gt;               ผัดเผ็ดถั่วฝักยาวใส่ตับ&lt;br /&gt;อาหารจานเดียว&lt;br /&gt;            ก๋วยจั๊บ&lt;br /&gt;               ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าหมูและตับ&lt;br /&gt;               ก๋วยเตี๋ยวเครื่องในวัว&lt;br /&gt;               ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ้วตับ&lt;br /&gt;               ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย&lt;br /&gt;               ข้าวผัดเบญจรงค์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อย่าให้การบริจาคโลหิตเป็นการตรวจโลหิตในกรณีไม่มั่นใจในโลหิตของท่าน&lt;br /&gt;ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  กรุงเทพฯ  10330 &lt;br /&gt;โทรศัพท์  0-2252-1637 , 0-2263-9600-99  ต่อ  1770, 1771, 1760, 1761&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;ที่มา : ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  สภากาชาดไทย&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-20402684362432069?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/20402684362432069'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/20402684362432069'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/04/blog-post_06.html' title='สุขภาพดีด้วยการบริจาคโลหิต'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-9007167869744960134</id><published>2009-04-03T14:10:00.000-07:00</published><updated>2009-04-03T14:10:00.740-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สาเหตุความดันโลหิตสูง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการความดันโลหิตสูง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความดันโลหิตสูง'/><title type='text'>สาเหตุของความดันโลหิตสูง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สุขภาพ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;เคยใฝ่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ นะ อยากจะเป็นนักเขียนหรือได้เขียนบทความที่ให้ผู้อ่านได้รับสาระน่ารู้ซึ่งผู้อ่านสามารถเก็บจดจำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่มากก็น้อย และวันที่รอคอยก็มาถึงในที่สุด วันนี้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน เปิดไปเปิดมาก็เจอสาระน่ารู้เรื่องหนึ่งที่น่าจะเป็นเกร็ดความรู้ได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว ซึ่งสาระเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับคนในครอบครัวของผู้เขียนมากทีเดียว ก็คือ คุณพ่อของผู้เขียนนั่นเอง ที่กำลังป่วยเป็นโรคนี้อยู่เหมือนกัน และผู้เขียนคิดว่า น่าจะมีผู้อ่านหลายท่านที่อาจจะมีบุคคลในครอบครัวที่มีปัญหาแบบเดียวกับผู้เขียนเช่นกัน เลยขอยกข้อความสาระน่ารู้เรื่องนี้มาฝากก็แล้วกัน นะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;ความดันโลหิต คือ ความดันของเลือดภายในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ประกอบด้วยควาดันตัวบนหรือความดันซีสโตลีก (Systolic blood pressrue) เป็นค่าความดันขณะหัวใจบีบตัว และความดันตัวล่างหรือความดันไดแอสโตลีก (Diastolic blood pressure ) เป็นค่าความดันขณะหัวใจคลายตัว มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท (มม. ปรอท )&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบบ่อย ในปัจจุบันพบประมาณ 20-40 % ของประชากรผู้ใหญ่ คนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักไม่รู้ว่าเป็น จีงไม่ได้รับการดูแลรักษา ส่วนหนึ่ง เนื่องจากไม่มีอาการทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจ ปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อน มีการเสื่อมสภาพของอวัยวะต่าง ๆ ก่อน จึงจะเริ่มรักษา ทำให้การรักษาไม่ดีเท่าที่ควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุของความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;1. ส่วนใหญ่กว่า 90% ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เป็นผลรวมจากหลาย ๆ ปัจจัย ได้แก่&lt;br /&gt;* ปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่าถ้ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นถึง 3 เท่า&lt;br /&gt;* ปัจจัยเสริมอื่น ๆ ได้แก่ อายุมาก ความอ้วน อารมณ์เครียด การรับประทานอาหารเค็มจัด การดื่มเหล้าจัด การไม่ออกกำลังกาย เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเริ่มเป็นเมื่ออายุ 30-55 ปี เรื่มพบมากในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;2. ส่วนน้อย (ต่ำกว่า 10 %) อาจตรวจพบสาเหตุโดยเฉพาะถ้าพบในคนอายุน้อยกว่า 30 ปี หรือเริ่มมีความดันโลหิตสูงเมื่ออายุมาก (มากกว่า 55 ปี ) จึงควรตรวจหาสาเหตุ ได้แก่&lt;br /&gt;* ยาบางชนิด เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาสเตียรอยด์ ยาฮอร์โมนไทรอยด์ เป็นต้น&lt;br /&gt;* โรคไต เช่น หลอดเลือดไตตีบ กรวยไตอักเสบเรื้อรัง ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกที่ไต วัณโรคที่ไต เป็นต้น&lt;br /&gt;* เนื้องอกของต่อมหมวกไต ชนิดฟีโอโครโมไซโตมา โรคคุชชิง&lt;br /&gt;* โรคครรภ์เป็นพิษ&lt;br /&gt;* โรคหลอดเลือดแดงเออร์ตาตีบตัว&lt;br /&gt;( Coarctation of aorta )&lt;br /&gt;3. ในผู้สูงอายุ มักมีความดันตัวบนสูงอย่างเดียว เกิดจากมีภาวะผนังของหลอดเลือดแดงแข็งตัว เรียกว่าความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ&lt;br /&gt;4. ความดันโลหิตสูงชั่วคราว หรือ Labile hypertension เกิดจากมีภาวะที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น มีไข้ซีด ออกกำลังกายมาใหม่ ๆ เครียด โกรธ ตื่นเต้นซึ่งความดันโลหิตสูงชนิดนี้ไม่ต้องรักษา หายได้เอง เมื่อภาวะดังกล่าวหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการของโรคความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ ซึ่งมักจะตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปพบแพทย์ด้วยปัญหาอื่น ส่วนน้อยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่มีอาการ ได้แก่&lt;br /&gt;- ปวดมึนศรีษะบริเวณท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ โดยเฉพาะเวลาตื่นนอนใหม่ ๆ พอสาย ๆ อาการทุเลาไปเองบางรายอาจมีอาการปวดศรีษะตุบ ๆ คล้ายไมแกรนได้&lt;br /&gt;- ในรายที่เป็นมานาน หรือความดันโลหิตสูงมาก อาจมีอาการเหนี่อยง่าย อ่อนเพลีย ( เนื่องจากหัวใจต้องทำงานมากกว่าปกติ ) ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว เลือดกำเดาไหล ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่รับการรักษาจะมีอาการของภาวะแทรกซ้อนตามมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่&lt;br /&gt;1. หัวใจ จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโต จนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจวาย นอกจากนี้อาจทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบ เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายได้&lt;br /&gt;2. สมอง อาจเกิดภาวะเส้นเลือดสมองแตกหรือตีบกลายเป็นอัมพาตครึ่งซีก เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตรายถึงชีวิตได้&lt;br /&gt;3. ไต อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง เนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตเสื่อม เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ&lt;br /&gt;4. ตา เกิดภาวะเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อย ๆ จนตาบอดในที่สุด&lt;br /&gt;ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะเกิดขั้นรุนแรงหรือรวดเร็วเพียงใดนั้นขึ้นกับความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นของโรค ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ และมีชีวิตยืนยาวเหมือนคนปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรปฏิบัติเมื่อทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;เมื่อตรวจพบว่าเป็นความดันโลหิตสูงควรปฏิบัติตัวดังนี้&lt;br /&gt;1. ลดน้ำหนักตัว โดยเฉพาะในรายที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน พบว่าน้ำหนักตัวที่ลดลงทุก 1 กิโลกรัม จะทำให้ค่าความดันลดลง 2.5/1.5 มม.ปรอท เฉพาะในรายที่อ้วน&lt;br /&gt;2. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด เพื่อลดปริมาณเกลือที่ทำให้ความดันโลหิตสูง เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เกลือน้อย เพิ่มผักและผลไม้จะสามารถช่วยลดความดันค่าบน (Systolic BP ) ได้ถึง 11 มม.ปรอท&lt;br /&gt;3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮล์และงดสูบบุหรี่ จะสามารถลดความดันค่าบน ( Systolic BP ) ได้ถึง 10 มม.ปรอท&lt;br /&gt;4. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ พบว่าถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ 5 ครั้ง/สัปดาห์ อย่างน้อย 30 นาที/ครั้ง จะช่วยลดความดันค่าบน (Systolic BP ) ได้2-10 มม.ปรอท&lt;br /&gt;5. ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด และวิตกกังวล&lt;br /&gt;6. สตรีที่มีความดันโลหิตสูงจากยาคุมกำเนิด ควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม&lt;br /&gt;7. รับประทานยาตามแพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตและปรับยาให้เหมาะสม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-9007167869744960134?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/9007167869744960134'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/9007167869744960134'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='สาเหตุของความดันโลหิตสูง'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-666336762920259092</id><published>2009-03-29T13:39:00.000-07:00</published><updated>2009-03-29T13:39:00.937-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เช็คร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ร่างกาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประจำปี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตรวจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งช่องคลอด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตรวจสุขภาพ'/><title type='text'>มาตรวจสุขภาพ ประจำปีกันเถอะ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;มาตรวจสุขภาพ ประจำปีกันเถอะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://women.mthai.com/views__11_49_31876_1.women"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;     หลังจากโหมงานมาหนักและตะลอนเที่ยวสมบุกสมบันกันเต็มที่ทั้งปี ถึงเวลาเสียทีที่จะพาร่างกายไปตรวจเช็ค เพื่อที่ปีหน้าฟ้าใหม่ จะได้มีแรงพลังสร้างผลกับงานเต็มที่โดยไม่มีภัยโรคมาสกัดดาวรุ่ง     &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สุดสัปดาห์คัดโรคที่กำลังติดอันดับคุกคามผู้หญิงไทยมาให้คุณได้รู้จัก ถ้าคุณมีอาการคลับคล้ายคลับคลาว่าใช่ ก็ไปพบคุณหมอได้เลย (รู้ไวก็มีโอกาสหายขาดไวเช่นกัน) &lt;/span&gt;&lt;a href="http://women.mthai.com/views__11_49_31876_1.women"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&gt; มะเร็งช่องคลอดความจริงข้อหนึ่งของการเป็นโรคนี้ใช่ว่าจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเกิดจากไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงที่ชอบใส่กางเกงในผ้าไนลอนที่อับชื้นหรือชุดรัดรูป ซึ่งรวมถึงกางเกงยีนฟิตๆ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อราที่จุดซ่อนเร้น และอาจถึงขั้นเป็นมะเร็ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&gt; หลอดเลือดในสมองแตกความน่ากลัวของโรคนี้คือ วันนี้คุณอาจคุยกับใครคนหนึ่ง เดิน วิ่ง ทำอะไรต่อมิอะไรด้วยกัน แต่วันพรุ่งนี้เขาอาจต้องทนทุกข์ทรมานกลายเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ มีลมหายใจแต่ไร้ความรู้สึก เป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทราไปก็ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&gt; ช็อกโกแลตซีสต์คือโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ แพทย์เชื่อว่าเกิดจากเลือดระดูไหลย้อนกลับ คือแทนที่จะออกมาทางช่องคลอดตามปกติ ก็ไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก แล้วเข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวที่รังไข่จนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำขึ้น ทำให้มีอาการปวดท้องมากเวลามีประจำเดือน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&gt; หลอดเลือดหัวใจตีบตัน / กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโรคนี้เป็นได้ทุกเพศทุกวัย หากคุณมีไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายมีไขมันในเลือดสูงความดันเลือดสูง เบาหวาน อ้วน สูบบุหรี่ เครียด และไม่ออกกำลังกาย ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจก็เสี่ยงต่อโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วย&lt;/span&gt;&lt;a href="http://women.mthai.com/views__11_49_31876_1.women"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&gt; หูเสื่อมหนุ่มๆ สาวๆ ที่นิยมเที่ยวดิสโก้เธ็คแทบทุกคืน รวมถึงผู้ที่ทำงานใกล้กับเครื่องลำโพงขยายเสียง (วัดความดังเกิน 90 เดซิเบล) เช่น อาชีพหนุ่มสาวพริตตี้ หรือแม้แต่คนที่ชอบแวะงานอีเว้นท์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไรก็ตามที แต่หากสนใจเฉพาะเนื้องาน โดยไม่ระมัดระวังลำโพงตัวดีแล้วละก็ โอกาสของการเป็นโรคหูเสื่อมก็จะเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้หนุ่มๆ สาวๆ ที่รักการเที่ยวกลางคืนก็ควรเพลาๆ การเที่ยวลง หรือหากไปเที่ยว พึงเตือนตัวเองว่าอย่าเข้าใกล้ลำโพงที่มีเสียงดังมากๆ เพราะจะกระทบต่อการได้ยินได้ฟังได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&gt; หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทโรคนี้เป็นกันตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงสูงอายุ ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท เกิดได้กับหมอนรองกระดูกตั้งแต่ระดับกระดูกสันหลังส่วนคอจนถึงส่วนเอวแตก และมีส่วนไส้ของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนถอยหลังกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยปวดขาชา อ่อนแรง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://women.mthai.com/views__11_49_31876_1.women"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&gt; ไวรัสตับอักเสบซีกลุ่มเสี่ยงของผู้ที่เป็นโรคนี้ค่อนข้างหลากหลาย แต่สำหรับผู้อ่าน สุดสัปดาห์ ที่นิยมการสัก การเจาะลายต่างๆ ตามผิวหนังรวมถึงเจาะหู ให้พึงระวังเรื่องความไม่สะอาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://women.mthai.com/views__11_49_31876_1.women"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;The One &amp;amp; Only&lt;br /&gt;    &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; นี่เป็นรายชื่อโรงพยาบาลรักษาเฉพาะด้าน เพื่อให้ผู้ป่วยเลือกเข้ารับการรักษาอย่างตรงจุดมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;1. ศูนย์มะเร็งที่ตั้ง : ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลสมิติเวช รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โทร. 0-2731-7000&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;2. โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพที่ตั้ง : โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ โรงพยาบาลหัวใจแห่งแรกในประเทศไทย ให้บริการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจให้ทัดเทียมต่างประเทศ โทร. 0-2310-3000 หรือ 1719&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;3. โรงพยาบาลมนารมย์ที่ตั้ง : โรงพยาบาลมนารมย์ ให้บริการดูแลรักษาเฉพาะทางสุขภาพจิตและจิตเวชอย่างครบวงจร โทร. 0-2725-9595&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;4. ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับที่ตั้ง : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รักษาโรคตับ การเปลี่ยนตับ การปลูกถ่ายตับ การบริจาคตับ และการเปลี่ยนตับในประเทศไทย โทร. 0-2256-4286, 0-2256-4514&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;5. ศูนย์พิษวิทยาที่ตั้ง : โรงพยาบาลรามาธิบดี หน่วยงานที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายจากสารเคมี ยาหรือสารพิษต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง โทร. 0-2354-7272, 0-2201-1083&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://women.mthai.com/views__11_49_31876_1.women"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;6. ศูนย์นารีรักษ์ที่ตั้ง : โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์ช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับความรุนแรงในครอบครัว รามาธิบดี อาคาร 1 ชั้น 2 โทร. 0-2201-1103&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;7. ฝ่ายเภสัชกรรมที่ตั้ง : โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้บริการข่าวสาร ความรู้ บทความ และคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยา โทร. 0-2201-1271&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;8. โรงพยาบาลจักษุรัตนินที่ตั้ง : โรงพยาบาลจักษุรัตนิน โรงพยาบาลเฉพาะทางตาแห่งแรกของประเทศไทย ให้บริการรักษาโรคตาทุกชนิด โทร. 0-2639-3399&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;9. ศูนย์โรคกระดูกสันหลังกรุงเทพที่ตั้ง : ศูนย์โรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลเจ้าพระยา ถนนบรมราชชนนี กรุงเทพฯ โทร. 0-2884-7000 ต่อ 1141&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;10. โรงพยาบาลตา หู คอ จมูกที่ตั้ง : โรงพยาบาลตา หู คอ จมูก โรงพยาบาลเชี่ยวชาญเฉพาะทางเกี่ยวกับโรคตา หู คอ จมูก และทันตกรรม โทร. 0-2886-6600 - 16&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://women.mthai.com/views__11_49_31876_1.women"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;11. โรงพยาบาลยันฮีที่ตั้ง : โรงพยาบาลยันฮี ให้บริการศัลยกรรมความงามด้วยมือแพทย์ ตั้งอยู่เลขที่ 454 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 90 บางอ้อ บางพลัด กรุงเทพฯ โทร. 0-2879-0300&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;12. ศูนย์ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองและการนอนหลับที่ตั้ง : โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน โทร. 0-2235-1000 - 7, 0-2634-0560 - 79 ต่อ 2685 - 6&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;13. คลินิคเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทางที่ตั้ง : โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำปรึกษาก่อนและหลังการเดินทางไปต่างประเทศ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การป้องกันมาลาเรีย และการรักษา โทร. 0-2354-9100 ต่อ 1420&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;ที่มา : สุดสัปดาห์&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-666336762920259092?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/666336762920259092'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/666336762920259092'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/03/blog-post_29.html' title='มาตรวจสุขภาพ ประจำปีกันเถอะ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-406524970971102287</id><published>2009-03-26T13:06:00.000-07:00</published><updated>2009-03-26T13:06:00.864-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เสี่ยง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แพทย์ผิวหนัง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เดอร์มาโรลเลอร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แพทย์ผิวหนังเตือนภัย'/><title type='text'>แพทย์ผิวหนังเตือนภัย 'เดอร์มาโรลเลอร์' ทำหน้า 'เสี่ยงเชื้อร้าย'</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;แพทย์ผิวหนังเตือนภัย 'เดอร์มาโรลเลอร์' ทำหน้า 'เสี่ยงเชื้อร้าย'&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการฉีดสาร “กลูตาไธโอน” เพื่อหวังจะให้ผิวขาว ซึ่ง   “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” เคยนำเสนอคำเตือนจากแพทย์ว่าเสี่ยงเกิดอันตราย และนอกจากการฉีดสาร “โบท็อกซ์” เพื่อหวังจะให้ผิวหนัง-ผิวหน้าเต่งตึง ซึ่งล่าสุดมีดาราชายบางรายฉีดแล้วเกิดอาการเปลือกตาตก-ตาปิดจนเป็นข่าวดังแล้ว กับการทำผิว โดยเฉพาะการ “ทำหน้า” ในเมืองไทยยังมีการทำกันอีกหลายแบบ บางวิธีก็กำลังฮิตในหมู่ผู้รักษาแผลเป็นจากสิว...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เดอร์มาโรลเลอร์ (DermaRoller)” นี่ก็กำลังฮอต แต่แพทย์ผิวหนังก็เตือนว่า “ต้องระวัง” เพราะเสี่ยง ?!?&lt;br /&gt;        &lt;br /&gt;กับเรื่องนี้ รศ.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานฝ่ายวิชาการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ความรู้ความเข้าใจผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... “เดอร์มาโรลเลอร์” ใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายลูกกลิ้ง และมีเข็มขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.25 มิลลิเมตร เมื่อกลิ้งไปบนผิวหนังก็จะทำให้เกิดรูหรือแผลขนาดเล็กมาก ๆ ซึ่งความลึกของรูหรือแผลจะขึ้นกับขนาดและความยาวของเข็ม การมีแผลลักษณะนี้ก็จะทำให้ผิวหนังต้องเกิดการซ่อมแซมตัวเองโดยสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ คนที่มีแผลเป็นจากสิวหรือมีริ้วรอยตื้น ๆ จึงรู้สึกว่าผิวดีขึ้น&lt;br /&gt;        &lt;br /&gt;เดอร์มาโรลเลอร์นี้ถือเป็นชื่อทางการค้า ทางการแพทย์เรียกว่าการ ทำ สกิน นีดลิ่ง (Skin Needling) หรือ ไมโคร-นีดลิ่ง (Micro-Needling) ซึ่งพัฒนามาจากวิธีจี้เลเซอร์ซึ่งมีราคาแพงกว่า ลำบากในการดูแลรักษา และเจ็บกว่า จึงทำให้วิธีเดอร์มาโรลเลอร์ได้รับความนิยม โดย  วิธีนี้ก็พัฒนาจากการใช้เลเซอร์ซึ่งจะกรอหน้าทั้งหมด ทำให้เกิดแผลสด การรักษาต้องใช้เวลา และอาจมีรอยดำตามมา ต่อมาจึงพัฒนาเป็นการใช้เลเซอร์เจาะรูบนผิวหนัง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดคือราคาแพง ใช้เทคนิคสูง จึงมีคนประยุกต์นำเข็มเล็ก ๆ มาใช้แทนเลเซอร์ อาศัยหลักการคล้ายกัน ปัจจุบันเครื่องมือที่ใช้ก็มีหลากหลาย ทั้งแบบลูกกลิ้ง และแบบตรายาง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;“ถามว่าได้ผลไหม เท่าที่สอบถามคนไข้หลายคนจะรู้สึกว่าได้ผล แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือข้อมูลวิชาการที่เป็นเรื่องเป็นราว ต้องยอมรับว่าเท่าที่ค้นก็ยังไม่มีข้อมูลหนักแน่นว่าได้ผลจริงในทางวิทยาศาสตร์ และระยะหลังยังพบว่านิยมเติมสารอื่น ๆ ลงไปด้วย” ...แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังระบุ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;พร้อมทั้งบอกอีกว่า... ด้วยความที่เดอร์มาโรลเลอร์กำลังได้รับความนิยม มีคลินิกเปิดให้บริการมากขึ้น สิ่งที่น่ากังวลใจตอนนี้คือเรื่อง        &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ความสะอาดของเครื่องมือ” ที่ใช้ เพราะวิธีนี้คือการทำให้เกิดแผลโดยใช้เข็ม หากความสะอาดไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้ทำตามหลักวิชาการทางการแพทย์ โอกาส “เสี่ยงติดเชื้อโรค-ติดเชื้อร้าย” ก็สูง และจากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีหลายคลินิกนำเข็มกลับมาวนให้บริการใหม่ ซึ่งในต่างประเทศเครื่องมือเหล่านี้เมื่อใช้แล้วจะถูกทำลายหรือทิ้ง จะเหมือนกับการฉีดยา เข็มฉีดยาเมื่อใช้แล้วก็ต้องทิ้ง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt; “ถ้ามีการฆ่าเชื้ออย่างดีก็แล้วไป แต่ถึงแม้จะฆ่าเชื้อแล้วก็ต้องถามใจผู้รับบริการว่าจะสนิทใจหรือไม่ ถ้าจะทำก็ตามใจ แต่ควรดูว่าเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวิธีที่จะดูว่าปลอดภัยก็คงแนะนำได้แค่ว่าต้องเห็นกับตาทุกครั้ง ว่าเขาแกะซองใหม่ออกมาจริง ๆ หรือต้องเลือกคลินิกที่เราคิดว่าไว้ใจได้” ...รศ.นพ.ประวิตรระบุ&lt;br /&gt;         &lt;br /&gt;ขณะที่ รศ.นพ.นพดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ก็บอกผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ปัจจุบันการรักษาแผลเป็นลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมสูง ทั้งที่ในความเป็นจริงเครื่องมือดังกล่าวยังไม่ผ่านการรับรองจากทาง อย. ที่ผ่านมาก็เคยมีการจับกุม แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้บริการมากนัก อาจเพราะทำแล้วรู้สึกว่ามันได้ผล ที่รู้สึกว่าได้ผลก็เพราะหน้าดูเต่งตึง หลุมลึกดูตื้นขึ้น ซึ่ง  จริง ๆ เป็นผลมาจากอาการอักเสบ คือเป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ได้เป็นผลยืนยันในทางการแพทย์&lt;br /&gt;        &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; “ก็ต้องถือว่าเสี่ยง ยิ่งปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการดึงดูดใจคนได้เยอะ หลากหลายวิธี อย่างเช่นสื่ออินเทอร์เน็ต ก็มีทั้งโฆษณาตรง มีการ  สร้างเว็บบล็อกบรรยายสรรพคุณเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งดูแล้วก็เหมือนว่าข้อมูลจะมีที่มาจากแหล่งเดียวกันหมด ที่สำคัญมีแต่ข้อดี ไม่มีการระบุถึงผลเสีย ยิ่งถ้าหากไม่ได้ผ่านการทำจากผู้เชี่ยวชาญ ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น” ...นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังฯระบุ&lt;br /&gt;         &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; รศ.นพ.นพดลยังบอกด้วยว่า... ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมามาก ซึ่งหลายชนิดยังไม่มีหลักวิชาการทางการแพทย์รองรับ อีกทั้งยังมี  คลินิกความงามบางแห่งที่ผู้ให้บริการไม่ใช่แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ จนเกิดปัญหาตามมามาก ซึ่งการตรวจสอบว่ามีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่ที่ใดบ้างสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.dst/"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;www.dst&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;. or.th หรือตรวจสอบว่าแพทย์ที่ทำการรักษาอยู่ผ่านการฝึกอบรมแพทยสภาหรือไม่ ก็ตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.tmc.or.th/"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;www.tmc.or.th&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; ของแพทยสภาได้ เพื่อลดความเสี่ยง&lt;br /&gt;         &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ส่วนใครที่สนใจประเด็น “ขาวอันตราย-ขาวปลอดภัย” ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจะจัดการบรรยายในวันที่ 26 ก.พ.นี้ที่ห้องโลตัส 3-4 โรงแรมเซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 13.30-15.00 น. ซึ่งใครที่มีข้อข้องใจก็ไปสอบถามกันได้โดยตรง รวมถึงจะได้ความรู้ใหม่ ๆ ในการเสริมสวย-เสริมหล่ออย่างปลอดภัย&lt;br /&gt;            &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็มีการเตือนกันต่อเนื่องในหลายกรณี อยากทำสวย-ทำหล่อก็น่าจะได้พินิจพิจารณากันไว้บ้างจะได้  “ไม่เสี่ยง-ไม่อันตราย” ทั้ง ๆ ที่ต้องเสียเงิน !!!. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;ที่มา : เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-406524970971102287?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/406524970971102287'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/406524970971102287'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/03/blog-post_26.html' title='แพทย์ผิวหนังเตือนภัย &apos;เดอร์มาโรลเลอร์&apos; ทำหน้า &apos;เสี่ยงเชื้อร้าย&apos;'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-5509992199030392813</id><published>2009-03-23T13:01:00.000-07:00</published><updated>2009-03-23T13:01:00.357-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคร้าย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้อเท็จจริงมะเร็งเต้านม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งเต้านม'/><title type='text'>มะเร็งเต้านม โรคร้ายอันดับ ๑ ของผู้หญิงชาวกรุง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;มะเร็งเต้านม โรคร้ายอันดับ ๑ ของผู้หญิงชาวกรุง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเท่าเทียมกัน วงการแพทย์ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่ามะเร็งเต้านมเกิดจากสาเหตุใด จึงยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผลเด็ดขาด วิธีที่ดีที่สุดที่ทำได้ขณะนี้คือ ต้องค้นหามะเร็งเต้านมให้พบโดยเร็วที่สุด ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนที่มะเร็งจะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ และทำให้เสียชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงบางคนมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่นๆ คือเรื่องของกรรมพันธุ์ และวิถีในการดำเนินชีวิต ผู้หญิงควรหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของขนาด และรูปร่างของเต้านม อาการบวมที่รักแร้ เพราะต่อมน้ำเหลืองโต ผิวหนังที่เปลี่ยนแปลง เช่น มีรอยบุ๋ม ย่น หดตัว หนาผิดปกติ หรือ บางส่วนเป็นสะเก็ด หัวนมมีการหดตัว คัน หรือแดงผิดปกติ มีเลือดหรือน้ำออกจากหัวนม (ร้อยละ ๒๐ ของการมีเลือดออกเป็นมะเร็ง)&lt;br /&gt;          จากสถิติพบว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ (ร้อยละ ๙๐) มีก้อนที่เต้านม แต่อย่าตกใจไป เพราะก้อนในเต้านมที่พบ ใน ๑๐๐ รายมีเพียง ๑๕-๒๐ ราย เท่านั้นที่จะเป็นมะเร็งเต้านม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ มะเร็งเต้านม&lt;br /&gt;๑.      สาเหตุของการเป็นมะเร็งเต้านม ไม่เกี่ยวกับการถูกกระแทก การถูก จับหรือลูบคลำ และมะเร็งเต้านมไม่ใช่เป็นโรคติดต่อ&lt;br /&gt;๒.      ถ้าประวัติครอบครัวมีแม่เป็นมะเร็งเต้านม ลูกสาวก็จะมีความเสี่ยงเพิ่ม ยิ่งถ้าทั้งแม่ พี่สาว หรือน้องสาวเป็นมะเร็งเต้านมพร้อมกัน จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น&lt;br /&gt;๓.      ผู้หญิงที่ไม่เคยมีลูก จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงที่เคยมีลูกและ ผู้หญิงที่มีลูกหลังอายุ ๓๐ ปี จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มมากกว่าผู้หญิงที่ไม่มีลูก&lt;br /&gt;๔.     ผู้หญิงที่มีประจำเดือนครั้งแรกตั้งแต่อายุน้อย เช่น  อายุ ๑๑ ปี ก็เริ่มมีประจำเดือนแล้วและอีกกลุ่มหนึ่งผู้หญิงที่อยู่ในวัยทอง ระหว่างอายุ ๕๐-๕๕ ปี มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม&lt;br /&gt;๕.     ผู้หญิงที่มีประวัติการเป็นซีสต์ (cyst) หรือถุงน้ำ ไม่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม แต่ควรจะตรวจเป็นประจำตามคำแนะนำของแพทย์&lt;br /&gt;๖.      การกินอาหารที่มีไขมันสูงอาจส่งผลและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ผู้หญิงควรกินอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่เหมาะสม เน้นอาหารที่มีกากใยมากและอาหารไขมันต่ำ รวมถึงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;๗.     ฮอร์โมนไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม แต่ถ้ามีการใช้ฮอร์โมนในขณะที่มีมะเร็งเต้านมจะทำให้มะเร็งเต้านมเติบโตเร็วขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;           สรุปคือ ผู้หญิงทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมเท่าๆ กัน เพราะผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ ๗๕ ไม่ได้มีความเสี่ยงที่กล่าวข้างต้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-5509992199030392813?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/5509992199030392813'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/5509992199030392813'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/03/blog-post_23.html' title='มะเร็งเต้านม โรคร้ายอันดับ ๑ ของผู้หญิงชาวกรุง'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-5329781634351661534</id><published>2009-03-21T15:08:00.000-07:00</published><updated>2009-03-21T15:08:00.809-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สาเหตุการเกิดช็อกโกแลตซีส'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ช็อกโกแลตซีส เกิดขึ้นได้อย่างไร'/><title type='text'>ช็อกโกแลตซีส (cyst) โรคภายในของผู้หญิงที่มีโอกาสเป็นได้ทุกคน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ช็อกโกแลตซีส (cyst) โรคภายในของผู้หญิงที่มีโอกาสเป็นได้ทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช็อกโกแลตซีส หมายถึง ถุงน้ำที่มีของเหลวภายใน ลักษณะเหมือนช็อกโกแลต&lt;br /&gt;คำ 2 คำนี้ มีความหมายแตกต่าง และ เป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง&lt;br /&gt;ไม่น่าที่จะมาเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย&lt;br /&gt;และนับวันผู้หญิงหลายคนก็เริ่มที่จะคุ้นหูกับคำว่า "ช็อกโกแลตซีส"&lt;br /&gt;หรือ โรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า "เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิด" (endometriosis) กันมากขึ้น&lt;br /&gt;เพราะเดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็ต้องเจอใครสักคน ในบรรดาเพื่อนพ้องสาวโสด&lt;br /&gt;เป็นโรคฮิตโรคนี้กันเยอะเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช็อกโกแลตซีส เกิดขึ้นได้อย่างไร?&lt;br /&gt;อันตรายมากไหม?&lt;br /&gt;ทำไมจึงพบมากในผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน?&lt;br /&gt;แล้วจะรักษาอย่างไร?&lt;br /&gt;ต้องผ่าตัดรังไข่ทิ้งหรือไม่?&lt;br /&gt;จะต้องกินยาฮอร์โมนไปตลอดชีวิตหรือเปล่า? ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พบกับคำตอบที่คุณอยากรู้ เหล่านี้ได้จาก&lt;br /&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมชาย สุวจนกรณ์แพทย์&lt;br /&gt;จากภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวช วิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;ที่มาของชื่อ ถุงน้ำช็อกโกแลต ช็อกโกแลตซีส ก็คือ ถุงน้ำของรังไข่แบบหนึ่ง&lt;br /&gt;ซึ่งลักษณะของถุงน้ำชนิดนี้ภายในจะมีของเหลวที่คล้ายกับช็อกโกแลตเหลว&lt;br /&gt;ซึ่งความจริงก็คือถุงเลือด คือจะมีเลือดอยู่ในถุงนั้น&lt;br /&gt;เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึมกลับทำให้เลือดในถุงเข้มขึ้น&lt;br /&gt;และเมื่อเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนานๆ ก็กลายเป็นสีน้ำตาล&lt;br /&gt;มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต&lt;br /&gt;ในทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากเลือดระดู หรือเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ&lt;br /&gt;คือแทนที่เลือดนั้นจะออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงตามปกติ&lt;br /&gt;อาจจะมีเลือดระดูส่วนหนึ่งมีการไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก&lt;br /&gt;แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวที่รังไข่จนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำขึ้น&lt;br /&gt;และเนื่องจากลักษณะเซลล์ของถุงน้ำเป็นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกอันหนึ่ง&lt;br /&gt;เมื่อผู้หญิงมีประจำเดือน (คือ การที่เยื่อบุโพรงมดลูกลอกตัวออกมา)&lt;br /&gt;ถุงน้ำดังกล่าวก็จะมีเลือดออกในถุงด้วย&lt;br /&gt;ดังนั้น ในแต่ละเดือนที่ผ่านไปถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นๆ&lt;br /&gt;นั่นหมายถึงถุงน้ำก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า&lt;br /&gt;จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็ว ถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมหญิงยุคใหม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น?&lt;br /&gt;คุณหมอสมชาย ให้คำอธิบายเกี่ยวกับข้อสงสัยนี้ว่า&lt;br /&gt;"ถ้าดูในเรื่องงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตผิดที่ พบว่า&lt;br /&gt;ถ้านำผู้หญิง 100 คนมาทำการส่องกล้องเข้าไปดูในขณะที่มีประจำเดือน&lt;br /&gt;ผู้หญิงเกือบทั้ง 100 คนจะมีภาวะเลือดระดูไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องทุกคน"&lt;br /&gt;แล้วทำไมบางคนเกิดอาการเป็นถุงน้ำซึ่งทำให้ เกิดความเจ็บปวดมากมาย แต่บางคนไม่เป็น&lt;br /&gt;คำตอบคือ คนไข้กลุ่มที่เป็นถุงน้ำ มักจะมีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่อง&lt;br /&gt;ซึ่งไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้&lt;br /&gt;ในขณะที่ผู้หญิงปกติทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้&lt;br /&gt;"ส่วนที่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงในปัจจุบันเป็นโรคนี้กันมาก&lt;br /&gt;ก็เพราะความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี ที่คุณหมอบอกว่า&lt;br /&gt;"จริงๆแล้วก็ไม่มีความแตกต่างกันมากกับอดีตที่ผ่านมา&lt;br /&gt;เพียงแต่ความเข้าใจของแพทย์เองต่อโรคนี้จะมีมากขึ้น&lt;br /&gt;ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น ก็เลยดูเหมือนกับว่ามีคนเป็นโรคนี้กันเยอะ&lt;br /&gt;รวมทั้งข่าวสารที่มีการแพร่หลายในวงกว้าง จึงทำให้ มีการฉุกใจขึ้นมาว่า เอ๊ะ! เราเป็นโรคนี้หรือเปล่า&lt;br /&gt;แล้วก็ไปตรวจ ซึ่งบางคนก็พบว่าเป็นโรคนี้จริง ตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าโรคดังกล่าวเป็นกันมาก"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต เกี่ยวกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่&lt;br /&gt;(หรือถุงน้ำช็อกโกแลต) สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบก็คือ เมื่อมีประจำเดือน&lt;br /&gt;เยื่อบุโพรงมดลูกนี้ก็จะมีเลือดออกด้วย และการที่มีเลือดออกในช่องท้อง&lt;br /&gt;ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้องนี้เอง&lt;br /&gt;เป็นตัวที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า&lt;br /&gt;ผู้หญิงที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ จะมีอาการปวดท้องมากเวลาที่มีประจำเดือน&lt;br /&gt;แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือนนั้นเป็นอาการปวดปกติธรรมดา&lt;br /&gt;(ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น) หรือเป็นอาการปวดท้องที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้คุณหมอสมชายให้รายละเอียดว่า "การที่จะแยกว่าอาการปวดท้องเมื่อมีประจำเดือน&lt;br /&gt;จะเป็นอาการที่บ่งบอกว่ าสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องอายุ นั่นคือ&lt;br /&gt;ถ้าอายุยังไม่มาก แล้วปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดท้องธรรมดา&lt;br /&gt;แต่กรณีที่ไม่เคยปวดประจำเดือนมาก่อน พออายุ 30 ปีขึ้นไป อยู่ๆ ก็มีอาการปวดประจำเดือนขึ้นมา&lt;br /&gt;และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือนที่ผ่านไป อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่าน่าจะเป็น&lt;br /&gt;เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถุงน้ำช็อกโกแลตเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่?&lt;br /&gt;ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลตได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำออก&lt;br /&gt;และหลาย ๆ กรณีแพทย์บางคนผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออกไปด้วยในคราวเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-5329781634351661534?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/5329781634351661534'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/5329781634351661534'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/03/cyst.html' title='ช็อกโกแลตซีส (cyst) โรคภายในของผู้หญิงที่มีโอกาสเป็นได้ทุกคน'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-280492519617070944</id><published>2009-03-15T14:13:00.000-07:00</published><updated>2009-03-15T14:13:00.650-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นความดันโลหิตสูง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สาเหตุของความดันโลหิตสูง'/><title type='text'>สาเหตุของความดันโลหิตสูง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เคยใฝ่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ นะ อยากจะเป็นนักเขียนหรือได้เขียนบทความที่ให้ผู้อ่านได้รับสาระน่ารู้ซึ่งผู้อ่านสามารถเก็บจดจำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่มากก็น้อย และวันที่รอคอยก็มาถึงในที่สุด วันนี้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน เปิดไปเปิดมาก็เจอสาระน่ารู้เรื่องหนึ่งที่น่าจะเป็นเกร็ดความรู้ได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว ซึ่งสาระเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับคนในครอบครัวของผู้เขียนมากทีเดียว ก็คือ คุณพ่อของผู้เขียนนั่นเอง ที่กำลังป่วยเป็นโรคนี้อยู่เหมือนกัน และผู้เขียนคิดว่า น่าจะมีผู้อ่านหลายท่านที่อาจจะมีบุคคลในครอบครัวที่มีปัญหาแบบเดียวกับผู้เขียนเช่นกัน เลยขอยกข้อความสาระน่ารู้เรื่องนี้มาฝากก็แล้วกัน นะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;ความดันโลหิต คือ ความดันของเลือดภายในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ประกอบด้วยควาดันตัวบนหรือความดันซีสโตลีก (Systolic blood pressrue) เป็นค่าความดันขณะหัวใจบีบตัว และความดันตัวล่างหรือความดันไดแอสโตลีก (Diastolic blood pressure ) เป็นค่าความดันขณะหัวใจคลายตัว มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท (มม. ปรอท )&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบบ่อย ในปัจจุบันพบประมาณ 20-40 % ของประชากรผู้ใหญ่ คนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักไม่รู้ว่าเป็น จีงไม่ได้รับการดูแลรักษา ส่วนหนึ่ง เนื่องจากไม่มีอาการทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจ ปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อน มีการเสื่อมสภาพของอวัยวะต่าง ๆ ก่อน จึงจะเริ่มรักษา ทำให้การรักษาไม่ดีเท่าที่ควร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุของความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;1. ส่วนใหญ่กว่า 90% ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เป็นผลรวมจากหลาย ๆ ปัจจัย ได้แก่&lt;br /&gt;* ปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่าถ้ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นถึง 3 เท่า&lt;br /&gt;* ปัจจัยเสริมอื่น ๆ ได้แก่ อายุมาก ความอ้วน อารมณ์เครียด การรับประทานอาหารเค็มจัด การดื่มเหล้าจัด การไม่ออกกำลังกาย เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเริ่มเป็นเมื่ออายุ 30-55 ปี เรื่มพบมากในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;2. ส่วนน้อย (ต่ำกว่า 10 %) อาจตรวจพบสาเหตุโดยเฉพาะถ้าพบในคนอายุน้อยกว่า 30 ปี หรือเริ่มมีความดันโลหิตสูงเมื่ออายุมาก (มากกว่า 55 ปี ) จึงควรตรวจหาสาเหตุ ได้แก่&lt;br /&gt;* ยาบางชนิด เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาสเตียรอยด์ ยาฮอร์โมนไทรอยด์ เป็นต้น&lt;br /&gt;* โรคไต เช่น หลอดเลือดไตตีบ กรวยไตอักเสบเรื้อรัง ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกที่ไต วัณโรคที่ไต เป็นต้น&lt;br /&gt;* เนื้องอกของต่อมหมวกไต ชนิดฟีโอโครโมไซโตมา โรคคุชชิง&lt;br /&gt;* โรคครรภ์เป็นพิษ&lt;br /&gt;* โรคหลอดเลือดแดงเออร์ตาตีบตัว&lt;br /&gt;( Coarctation of aorta )&lt;br /&gt;3. ในผู้สูงอายุ มักมีความดันตัวบนสูงอย่างเดียว เกิดจากมีภาวะผนังของหลอดเลือดแดงแข็งตัว เรียกว่าความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ&lt;br /&gt;4. ความดันโลหิตสูงชั่วคราว หรือ Labile hypertension เกิดจากมีภาวะที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น มีไข้ซีด ออกกำลังกายมาใหม่ ๆ เครียด โกรธ ตื่นเต้นซึ่งความดันโลหิตสูงชนิดนี้ไม่ต้องรักษา หายได้เอง เมื่อภาวะดังกล่าวหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการของโรคความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ ซึ่งมักจะตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปพบแพทย์ด้วยปัญหาอื่น ส่วนน้อยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่มีอาการ ได้แก่&lt;br /&gt;- ปวดมึนศรีษะบริเวณท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ โดยเฉพาะเวลาตื่นนอนใหม่ ๆ พอสาย ๆ อาการทุเลาไปเองบางรายอาจมีอาการปวดศรีษะตุบ ๆ คล้ายไมแกรนได้&lt;br /&gt;- ในรายที่เป็นมานาน หรือความดันโลหิตสูงมาก อาจมีอาการเหนี่อยง่าย อ่อนเพลีย ( เนื่องจากหัวใจต้องทำงานมากกว่าปกติ ) ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว เลือดกำเดาไหล ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่รับการรักษาจะมีอาการของภาวะแทรกซ้อนตามมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่&lt;br /&gt;1. หัวใจ จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโต จนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจวาย นอกจากนี้อาจทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบ เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายได้&lt;br /&gt;2. สมอง อาจเกิดภาวะเส้นเลือดสมองแตกหรือตีบกลายเป็นอัมพาตครึ่งซีก เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตรายถึงชีวิตได้&lt;br /&gt;3. ไต อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง เนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตเสื่อม เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ&lt;br /&gt;4. ตา เกิดภาวะเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อย ๆ จนตาบอดในที่สุด&lt;br /&gt;ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะเกิดขั้นรุนแรงหรือรวดเร็วเพียงใดนั้นขึ้นกับความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นของโรค ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ และมีชีวิตยืนยาวเหมือนคนปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรปฏิบัติเมื่อทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;เมื่อตรวจพบว่าเป็นความดันโลหิตสูงควรปฏิบัติตัวดังนี้&lt;br /&gt;1. ลดน้ำหนักตัว โดยเฉพาะในรายที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน พบว่าน้ำหนักตัวที่ลดลงทุก 1 กิโลกรัม จะทำให้ค่าความดันลดลง 2.5/1.5 มม.ปรอท เฉพาะในรายที่อ้วน&lt;br /&gt;2. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด เพื่อลดปริมาณเกลือที่ทำให้ความดันโลหิตสูง เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เกลือน้อย เพิ่มผักและผลไม้จะสามารถช่วยลดความดันค่าบน (Systolic BP ) ได้ถึง 11 มม.ปรอท&lt;br /&gt;3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮล์และงดสูบบุหรี่ จะสามารถลดความดันค่าบน ( Systolic BP ) ได้ถึง 10 มม.ปรอท&lt;br /&gt;4. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ พบว่าถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ 5 ครั้ง/สัปดาห์ อย่างน้อย 30 นาที/ครั้ง จะช่วยลดความดันค่าบน (Systolic BP ) ได้2-10 มม.ปรอท&lt;br /&gt;5. ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด และวิตกกังวล&lt;br /&gt;6. สตรีที่มีความดันโลหิตสูงจากยาคุมกำเนิด ควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม&lt;br /&gt;7. รับประทานยาตามแพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตและปรับยาให้เหมาะสม&lt;br /&gt;ขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยคำขอบคุณ แหล่งที่มาของข้อมูลดี ๆ นี้นะคะ แหล่งที่มาของข้อมูล จากหนังสือ Thai News คอลัมน์ HEALTH CARE เรียบเรียงโดยฝ่ายการแพทย์ AIA&lt;br /&gt;พบกันใหม่ในบทความฉบับหน้านะคะ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-280492519617070944?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/280492519617070944'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/280492519617070944'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/03/blog-post_15.html' title='สาเหตุของความดันโลหิตสูง'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-9216019134849326328</id><published>2009-03-09T14:09:00.000-07:00</published><updated>2009-03-09T14:09:01.780-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคเส้นโลหิตในสมองตีบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความอ้วนเสี่ยงต่อโรคเส้นโลหิตสมองตีบ-แตก'/><title type='text'>ผู้ชายอ้วนระวังโรคเส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผู้ชายอ้วนระวังโรคเส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิวยอร์ค ๑๓ ธ.ค. - ผลการศึกษาล่าสุดในสหรัฐพบว่า ผู้ชายที่มีน้ำหนักตัวมาก มีแนวโน้มว่าจะเสี่ยงเกิดอาการเส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตกมากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ ซึ่งผลการศึกษาครั้งนี้สนับสนุนความคิดที่ว่า การมีน้ำหนักตัวมากเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะความอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่สอง และมะเร็งบางชนิด รายงานในปัจจุบันพบว่า ความอ้วนเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามในสหรัฐ การค้นพบครั้งนี้จึงถือเป็นการเน้นย้ำว่า ความเสี่ยงของโรคเส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตกจะเปลี่ยนแปลงไปตามน้ำหนักตัวของคนเรา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ดร.โทเบียส เคิร์ธ จากโรงพยาบาลหญิงบริกแฮมในรัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐ กล่าวว่า จากการศึกษาผู้ชายในวัยกลางคนและผู้สูงอายุจำนวนกว่า ๒๑,๐๐๐ คน ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนแต่มีสุขภาพดี ไม่เคยมีประวัติของอาการหัวใจวาย เส้นโลหิตในสมองตีบ หรือโรคมะเร็ง พบว่า ผู้ชายอ้วน ซึ่งหมายถึงคนที่มีดัชนีมวลรวมร่างกายอย่างน้อย ๓๐ มีแนวโน้มสองเท่าที่จะเป็นมีอาการเส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายที่ผอมกว่า (หรือมีดัชนีมวลรวมร่างกายน้อยกว่า ๒๓) ความเสี่ยงที่จะเกิดเส้นโลหิตในสมองตีบ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเลือดออกในสมองมีมากขึ้นเมื่อน้ำหนักตัวเพิ่ม ทั้งนี้ ดัชนีมวลรวมร่างกาย หรือบีเอ็มไอ วัดจากความสัมพันธ์ของน้ำหนักกับส่วนสูง ผู้ใหญ่ที่มีบีเอ็มไอ เกินกว่า ๓๐ ขึ้นไป จัดอยู่ในข่ายคนอ้วน ส่วนคนที่อยู่ในระดับ ๒๕–๓๐ จัดว่ามีน้ำหนักตัวเกินปกติ. -๖๑๓ &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-9216019134849326328?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/9216019134849326328'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/9216019134849326328'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/03/blog-post_09.html' title='ผู้ชายอ้วนระวังโรคเส้นโลหิตในสมองตีบหรือแตก'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-211801994579511200</id><published>2009-03-07T14:03:00.000-08:00</published><updated>2009-03-07T14:03:00.968-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งท่อน้ำดี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พยาธิใบไม้ตับ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พยาธิใบไม้ตับเกิดมะเร็งท่อน้ำดี'/><title type='text'>พยาธิใบไม้ตับ Opisthorchis viverrini</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;พยาธิใบไม้ตับ Opisthorchis viverrini &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เป็นพยาธิที่เป็นปัญหาความสำคัญทางด้านสาธารณสุขทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย จากรายงานการศึกษาในสัตว์ทดลองและการระบาดในคนพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี้ ซึ่งมีอุบัติการสูงที่สุดในโลก (Vattanasapt et al., 1999) พยาธิใบไม้ตับชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายใบไม้ มีความยาว 5-10 มิลลิเมิตร กว้าง 1-2 มิลลิเมตร มีวงจรชีวิตดังนี้ระยะติดต่อเรียกว่า metacercaria จะอาศัยอยู่ตามกล้ามเนื้อปลาพวกปลาวงศ์ปลาตะเพียน (cyprinoid fish) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เมื่อคนรับประทานปลาที่ปรุงไม่สุก หรือสุกๆดิบๆ เช่นก้อยปลา ปลาส้ม ปลาจ่อม ก็จะติดเชื้อพยาธิโดยตัวอ่อนของพยาธิจะถูกย่อยและออกจากเยื่อหุ้ม (cyst) ลำไส้เล็กเป็นระยะวัยรุ่น (juvenile fluke) และคืบคลานไปตามท่อน้ำดีรวม ท่อน้ำดีภายในตับ ถุงน้ำดี ซึ่งเป็นบริเวณที่อาศัยอยู่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย และมีการสืบพันธุ์ พยาธิชนิดนี้เป็นพวก hermaphodrite กล่าวคือเป็นพวกที่ 2 เพศภายในตัวเดียวกัน สามารถผสมพันธุ์ข้ามกับตัวอื่น ขณะเดียวกันหากอยู่ตัวเดียวก็สามารถผสมพันธุ์กับตัวเองได้ จากนั้นก็จะมีการปลดปล่อยไข่ออกมากับอุจจาระ หากมีการสุขาภิบาลไม่ดี ไข่ที่ปนเปลือนมานี้จะถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำทำให้ไข่มีการฟักให้ตัวอ่อนออกมาเมื่อมีอุณหภูมิ แสง และสภาวะต่างๆที่เหมาะสม ได้เป็นระยะ miracidium-&gt; sporocyst-redia-&gt;cercaria-&gt;metacercaria การติดเชื้อพยาธิชนิดนี้ทำให้เกิดพยาธิสภาพต่าง ๆ เช่น การเกิด epitherial metaplasia, dysplasia, granalumatous, และ fibrosis การตรวจผู้ป่วยวิธีที่นิยมใช้คือการตรวจด้วยวิธีตรวจไข่ในอุจจาระหรือเรียกว่า stool examination ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธิการตรวจทางน้ำเหลืองวิทยาเช่น enzyme linked immunosorbent assay และทางด้าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ชีวโมเลกุลเช่น polymerase chain reaction การรักษา ให้ยา praziquantel 40 mg/kg&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-211801994579511200?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/211801994579511200'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/211801994579511200'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/03/opisthorchis-viverrini.html' title='พยาธิใบไม้ตับ Opisthorchis viverrini'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-8026146643229576153</id><published>2009-03-05T13:57:00.000-08:00</published><updated>2009-03-05T13:57:00.927-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สาเหตุของโรคซึมเศร้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาวะอารมณ์ซึมเศร้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคซึมเศร้า'/><title type='text'>โรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาที่มากระทบ เป็นภาวะที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้กับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ย้ายบ้าน ตกงาน เกษียน เป็นต้น โดยจะพบอาการซึมเศร้าร่วมด้วยได้ แต่มักจะไม่รุนแรง ถ้ามีคนมาพูดคุย ปลอบใจก็จะดีขึ้นบ้าง อาจมีเบื่ออาหารแต่เป็นไม่มาก ยังพอนอนได้ เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ ปรับตัวได้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าที่มีก็จะทุเลาลง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรคอารมณ์แปรปรวน ในโรคอารมณ์แปรปรวน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับโรคซึมเศร้าอยู่ช่วงหนึ่ง และมีอยู่บางช่วงที่มีอาการออกมาในลักษณะตรงกันข้ามกับอาการซึมเศร้า เช่น อารมณ์ดีเบิกบานมากผิดปกติ พูดมาก ขยันมาก เชื่อมั่นตัวเองมากกว่าปกติ ใช้เงินเปลือง เป็นต้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกระยะนี้ว่า ระยะแมเนีย ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนบางครั้งจะมีอาการของโรคซึมเศร้า บางครั้งก็มีอาการของภาวะแมเนีย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรควิตกกังวล พบบ่อยว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะมีอาการวิตกกังวล ห่วงโน่นห่วงนี่ ซึ่งเป็นอาการหลักของโรควิตกกังวล ที่ต่างกันคือในโรควิตกกังวลนั้น จะมีอาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น สะดุ้ง ตกใจง่าย ร่วมด้วย อาการเบื่ออาหารถึงมีก็เป็นไม่มาก น้ำหนักไม่ลดลงมากเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และโรคซึมเศร้านั้นนอกจากอาการวิตกกังวลแล้วก็จะพบอาการซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต ร่วมด้วยโดยที่อาการอารมณ์เศร้านี้จะเห็นเด่นชัดกว่าอาการวิตกกังวล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุ&lt;br /&gt;ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลายๆ ปัจจัย ทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวเป็นต้น&lt;br /&gt;ปัจจัยสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้าได้แก่&lt;br /&gt;1. กรรมพันธุ์ พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลายๆ ครั้ง&lt;br /&gt;2. สารเคมีในสมอง พบว่าระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน โดยมีสารที่สำคัญได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) ลดต่ำลง รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านี้ ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกัน มากกว่าเป็นความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่ง ยาแก้เศร้าที่ใช้กันนั้นก็ออกฤทธิ์โดยการไปปรับสมดุลย์ของระบบสารเคมีเหล่านี้&lt;br /&gt;3. ลักษณะนิสัย บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือ มองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมอาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้มีสาเหตุจากแต่เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการป่วยเป็นไข้หวัด ก็มักเป็นจากร่างกายอ่อนแอ จากพักผ่อนน้อย ไม่ได้ออกกำลังกาย ขาดสารอาหาร ถูกฝน อากาศเย็น ร่วมกับการได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ถ้าเราแข็งแรงดี แม้จะได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เป็นอะไร ในทำนองเดียวกัน ถ้าร่างกายเราอ่อนแอ แต่ไม่ได้รับเชื้อหวัดก็ไม่เกิดอาการ การเริ่มเกิดอาการของโรคซึมเศร้านั้นมักมีปัจจัยกระตุ้น มากบ้างน้อยบ้าง บางครั้งอาจไม่มีก็ได้ซึ่งพบได้น้อย อย่างไรก็ตาม การมีสาเหตุที่เห็นชัดว่าเป็นมาจากความกดดันด้านจิตใจนี้ มิได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นผิดปกติหรือไม่ เราดูจากการมีอาการต่าง ๆ และความรุนแรงของอาการเป็นหลัก ผู้ที่มีอาการเข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้านั้น บ่งถึงภาวะของความผิดปกติที่จำต้องได้รับการช่วยเหลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษา&lt;br /&gt;โรคซึมเศร้านี้หากได้รับการรักษาผู้ที่เป็นจะอาการดีขึ้นมาก อาการซึมเศร้า ร้องไห้บ่อยๆ หรือรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ จะกลับมาดีขึ้นจนผู้ที่เป็นบางคนบอกว่าไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำใมจึงรู้สึกเศร้าไปได้ถึงขนาดนั้น ข้อแตกต่างระหว่างโรคนี้กับโรคจิตที่สำคัญประการหนึ่งคือ ในโรคซึมเศร้าถ้าได้รับการรักษาจนดีแล้วก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ขณะที่ในโรคจิตนั้นแม้จะรักษาได้ผลดีผู้ที่เป็นก็มักจะยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่เหมือนแต่ก่อน ยิ่งหากมารับการรักษาเร็วเท่าไรก็ยิ่งจะอาการดีขึ้นเร็วเท่านั้น ยิ่งป่วยมานานก็ยิ่งจะรักษายาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;การรักษาที่สำคัญในโรคนี้คือการรักษาด้วยยาแก้เศร้า โดยเฉพาะในรายที่อาการมาก ส่วนในรายที่มีอาการไม่มาก แพทย์อาจรักษาด้วยการช่วยเหลือชี้แนะการมองปัญหาต่างๆ ในมุมมองใหม่ แนวทางในการปรับตัว หรือการหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความทุกข์ใจลง ร่วมกับการให้ยาแก้เศร้าหรือยาคลายกังวลเสริมในช่วงที่เห็นว่าจำเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษาด้วยยาแก้เศร้า&lt;br /&gt;ยาแก้เศร้ามีส่วนช่วยในการรักษาโรคนี้ แม้ผู้ที่ป่วยบางคนอาจรู้สึกว่าความทุกข์ใจหรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าเป็นโรคซึมเศร้าแล้วแสดงว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในร่างกายของคนเราจนทำให้เกิดมีอาการต่างๆ เช่น น้ำหนักลด อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ร่วมอีกหลายๆ อาการ ไม่ใช่มีแต่เพียงอารมณ์เศร้าอย่างเดียว ซึ่งยาจะมีส่วนช่วยในการบำบัดอาการต่างๆ เหล่านี้ อีกทั้งยังสามารถทำให้อารมณ์ซึมเศร้า ความวิตกกังวลใจทุเลาลงได้ด้วย จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า 10 คนหากได้รับการรักษาด้วยยาแก้เศร้าอาการจะดีขึ้นจนหายถึง 8-9 คน ในขณะที่หากไม่รับการรักษานั้นอาการจะดีเองขึ้นเพียง 2-3 คนเท่านั้น (เฉพาะในรายที่อาการไม่รุนแรง หากอาการรุนแรงอาจจะกล่าวได้ว่ายากที่จะหายเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรทราบเกี่ยวกับการรักษาด้วยยาแก้เศร้า&lt;br /&gt;อาการของโรคไม่ได้หายทันทีที่กินยา โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไปอาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด แต่ยาก็ยังมีส่วนช่วยในระยะแรกๆ โดยทำให้ผู้ป่วยหลับได้ดีขึ้น เจริญอาหารขึ้น เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวแรงจะทำอะไรมากขึ้น ความรู้สึกกลัดกลุ้มหรือกระสับกระส่ายจะเริ่มลดลง&lt;br /&gt;ยาทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ หรือยาระบาย ก็ตาม แม้ว่าโอกาสที่เกิดอาการข้างเคียงจะมากน้อย และมีความรุนแรงต่างกันไป การใช้ยาจึงควรใช้ในขนาดและกินตามเวลาที่แพทย์สั่งเท่านั้น หากมีความจำเป็นที่ทำให้กินยาตามสั่งไม่ได้ และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากเกิดอาการใดๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการข้างเคียงหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้ากินยามากตามที่แพทย์สั่ง แพทย์สั่งกิน 4 เม็ดก็กินแค่ 2 เม็ด หรือกินบ้างหยุดกินบ้าง เพราะกลัวว่าจะติดยา หรือกลัวว่ายาจะไปสะสมอยู่ในร่างกาย แต่ตามจริงแล้วยาแก้เศร้าไม่มีการติดยา ถ้าขาดยาแล้วมีอาการไม่สบาย นั่นเป็นเพราะว่ายังไม่หายจากอาการของโรค การกินๆ หยุดๆ หรือกินไม่ครบขนาดกลับจะยิ่งทำให้การรักษาไม่ได้ผลดี และรักษายากมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาแก้เศร้ามีอยู่เป็นสิบขนาน จากการศึกษาไม่พบว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนอย่างชัดเจน เรียกว่าผู้ป่วยคนไหนจะถูกกับยาตัวไหนเป็นเรื่องเฉพาะตัว หรือ ลางเนื้อชอบลางยา ซึ่งโดยรวมแล้วก็มักจะรักษาได้ผลทุกตัว การใช้ยาขึ้นอยู่กับว่าแพทย์มีความชำนาญ คุ้นเคยกับการใช้ยาขนานไหน และผู้ป่วยมีโรคทางกายหรือกำลังกินยาอื่นๆ ที่ทำให้ใช้ยาบางตัวไม่ได้หรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาแก้เศร้าตัวแรกที่ให้ หากอาการยังไม่ดีในระยะแรกๆ อาจเป็นเพราะยังปรับยาไม่ได้ขนาด หรือยังไม่ได้ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่เสียมากกว่า ถ้าแพทย์รักษาไประยะหนึ่งแล้ว และเห็นว่าให้ยาในขนาดที่พอเพียงแล้วผู้ป่วยยังอาการดีขึ้นไม่มาก ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาที่ใช้ในการรักษา&lt;br /&gt;สมัยหลายสิบปีก่อนยาแก้เศร้ามีอยู่เพียง 4-5 ขนาน แม้ว่ายารุ่นก่อนจะมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดี (ยาที่มีใช้ในช่วงหลังๆ มีแต่ดีเท่าหรือด้อยกว่ายารุ่นเก่า) การใช้ยามักจะมีข้อจำกัดด้วยเหตุว่าผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงจากยาบ่อย แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ใช่อาการที่รุนแรง แต่ผู้ป่วยบางคนก็ไวต่ออาการข้างเคียงมาก ทำให้การปรับเพิ่มขนาดยาทำได้ลำบาก ปัจจุบันมียาใหม่มากขึ้นซึ่งมีอาการข้างเคียงน้อยกว่ายาเก่า ทำให้การใช้สะดวกขึ้น ปัญหาคือยาเหล่านี้ราคาค่อนข้างแพง แพทย์จึงจะเลือกใช้ในกรณีที่เห็นว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นที่ทำให้ใช้ยารุ่นเก่าไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในผู้ป่วยสูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางโรค ยาที่ใช้มักจะมีขนาดต่ำกว่าขนาดที่ใช้กับคนปกติทั่วไป ยาบางตัวอาจมีปฏิกิริยากับยาแก้เศร้าที่กิน ดังนั้นผู้ป่วยที่กินยาอื่นๆ จึงควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง&lt;br /&gt;ยาที่เราใช้กันจะมีชื่ออยู่ 2 แบบ ได้แก่ชื่อสามัญ และชื่อการค้า ชื่อสามัญคือชื่อที่บอกองค์ประกอบหรือลักษณะยา ส่วนชื่อการค้าคือชื่อที่แต่ละบริษัทตั้งขึ้นเพื่อให้รู้ว่าผลิตจากบริษัทของตน ยาชื่อสามัญตัวเดียวอาจมีชื่อการค้าได้หลายๆ ชื่อถ้ามีผู้ผลิตหลายบริษัท เช่น ยาแก้ปวดชนิดหนึ่งมีชื่อสามัญว่า พาราเซตามอล และมีชื่อการค้าหลายชื่อเช่น คาปอล เซตามอล เป็นต้น ซึ่งทุกยาทุกชื่อก็ได้ผลเช่นเดียวกันเพราะเป็นยาตัวเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-8026146643229576153?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8026146643229576153'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8026146643229576153'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/03/blog-post_05.html' title='โรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-768794473425800507</id><published>2009-03-03T13:51:00.000-08:00</published><updated>2009-03-03T13:51:00.610-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลักษณะโรคซึมเศร้า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคซึมเศร้าคืออะไร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การวินิจฉัยโรคซึม'/><title type='text'>โรคซึมเศร้าคืออะไร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรคซึมเศร้าคืออะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt; สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วคำว่าโรคซึมเศร้าฟังดูไม่คุ้นหู ถ้าพูดถึงเรื่องซึมเศร้าเรามักจะนึกกันว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากความผิดหวัง หรือการสูญเสียมากกว่าที่จะเป็นโรค ซึ่งตามจริงแล้ว ที่เราพบกันในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกธะรรมดาๆ ที่มีกันในชีวิตประจำวัน มากบ้างน้อยบ้าง อย่างไรก็ตามในบางครั้ง ถ้าอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอยู่นานโดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือเป็นรุนแรง มีอาการต่างๆ ติดตามมา เช่น นอนหลับๆ ตื่นๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก หมดความสนใจต่อโลกภายนอก ไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ก็อาจจะเข้าข่ายของโรคซึมเศร้าแล้ว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt; คำว่า "โรค" บ่งว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้อาการทุเลา ต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าตามปกติธรรมดาที่ถ้าเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวคลี่คลายลง หรือมีคนเข้าใจเห็นใจ อารมณ์เศร้านี้ก็อาจหายได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านอกจากมีอารมณ์ซึมเศร้าร่วมกับอาการต่างๆ แล้ว การทำงานหรือการประกอบกิจวัตรประจำวันก็แย่ลงด้วย คนที่เป็นแม่บ้านก็ทำงานบ้านน้อยลงหรือมีงานบ้านคั่งค้าง คนที่ทำงานนอกบ้านก็อาจขาดงานบ่อยๆ จนถูกเพ่งเล็ง เรียกว่าตัวโรคทำให้การประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆ บกพร่องลง หากจะเปรียบกับโรคทางร่างกายก็คงคล้ายๆ กัน เช่น ในโรคหัวใจ ผู้ที่เป็นก็จะมีอาการต่างๆ ร่วมกับการทำอะไรต่างๆ ได้น้อยหรือไม่ดีเท่าเดิม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นเป็นคนอ่อนแอ คิดมาก หรือเป็นคนไม่สู้ปัญหา เอาแต่ท้อแท้ ซึมเซา แต่ที่เขาเป็นนั้นเป็นเพราะตัวโรค กล่าวได้ว่าถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคก็จะทุเลาลง เขาก็จะกลับมาเป็นผู้ทีจิตใจแจ่มใส พร้อมจะทำกิจวัตรต่างๆ ดังเดิม&lt;br /&gt;ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก การเปลี่ยนแปลงหลักๆ จะเป็นในด้านอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม ร่วมกับอาการทางร่างกายต่างๆ ดังจะได้กล่าวต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า&lt;br /&gt;การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ อาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นเดือนๆ หรือเป็นเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์เลยก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น มีเหตุการณ์มากระทบรุนแรงมากน้อยเพียงได บุคลิกเดิมของเจ้าตัวเป็นอย่างไร มีการช่วยเหลือจากคนรอบข้างมากน้อยเพียงได เป็นต้น และผู้ที่เป็นอาจไม่มีอาการตามนี้ไปทั้งหมด แต่อย่างน้อยอาการหลักๆ จะมีคล้ายๆ กัน เช่น รู้สึกเบื่อเศร้า ท้อแท้ รู้สึกตนเองไร้ค่า นอนหลับไม่ดี เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ&lt;br /&gt;1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป ที่พบบ่อยคือจะกลายเป็นคนเศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ดูเหมือนจะอ่อนไหวไปหมด บางคนอาจไม่มีอารมณ์เศร้าชัดเจนแต่จะบอกว่าจิตใจหม่นหมอง ไม่แจ่มใส ไม่สดชื่นเหมือนเดิม&lt;br /&gt;บางคนอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เดิมตนเคยทำแล้วเพลินใจหรือสบายใจ เช่น ฟังเพลง พบปะเพื่อนฝูง เข้าวัด ก็ไม่อยากทำหรือทำแล้วก็ไม่ทำให้สบายใจขึ้น บ้างก็รู้สึกเบื่อไปหมดตั้งแต่ตื่นเช้ามา&lt;br /&gt;บางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย อะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ไม่ใจเย็นเหมือนก่อน&lt;br /&gt;2. ความคิดเปลี่ยนไป มองอะไรก็รู้สึกว่าแย่ไปหมด มองชีวิตที่ผ่านมาในอดีตก็เห็นแต่ความผิดพลาดความล้มเหลวของตนเอง ชีวิตตอนนี้ก็รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ดูแย่ไปหมด ไม่มีใครช่วยอะไรได้ ไม่เห็นทางออก มองอนาคตไม่เห็น รู้สึกท้อแท้หมดหวังกับชีวิต&lt;br /&gt;บางคนกลายเป็นคนไม่มั่นใจตนเองไป จะตัดสินใจอะไรก็ลังเลไปหมด รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไร้คุณค่า เป็นภาระแก่คนอื่น ทั้งๆ ที่ญาติหรือเพื่อนๆ ก็ยืนยันว่ายินดีช่วยเหลือ เขาไม่เป็นภาระอะไรแต่ก็ยังคงคิดเช่นนั้นอยู่&lt;br /&gt;ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ความคับข้องใจ ทรมานจิตใจ เหล่านี้อาจทำให้เจ้าตัวคิดถึงเรื่องการตายอยู่บ่อยๆ แรกๆ ก็อาจคิดเพียงแค่อยากไปให้พ้นๆ จากสภาพตอนนี้ ต่อมาเริ่มคิดอยากตายแต่ก็ไม่ได้คิดถึงแผนการณ์อะไรที่แน่นอน เมื่ออารมณ์เศร้าหรือความรู้สึกหมดหวังมีมากขึ้น ก็จะเริ่มคิดเป็นเรื่องเป็นราวว่าจะทำอย่างไร ในช่วงนี้หากมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจก็อาจเกิดการทำร้ายตนเองขึ้นได้จากอารมณ์ชั่ววูบ&lt;br /&gt;3. สมาธิความจำแย่ลง จะหลงลืมง่าย โดยเฉพาะกับเรื่องใหม่ๆ วางของไว้ที่ไหนก็นึกไม่ออก ญาติเพิ่งพูดด้วยเมื่อเช้าก็นึกไม่ออกว่าเขาสั่งว่าอะไร จิตใจเหม่อลอยบ่อย ทำอะไรไม่ได้นานเนื่องจากสมาธิไม่มี ดูโทรทัศน์นานๆ จะไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือก็ได้ไม่ถึงหน้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานผิดๆ ถูกๆ&lt;br /&gt;4. มีอาการทางร่างกายต่างๆ ร่วม ที่พบบ่อยคือจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งเมื่อพบร่วมกับอารมณ์รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไร ก็จะทำให้คนอื่นดูว่าเป็นคนขี้เกียจ ปัญหาด้านการนอนก็พบบ่อยเช่นกัน มักจะหลับยาก นอนไม่เต็มอิ่ม หลับๆตื่นๆ บางคนตื่นแต่เช้ามืดแล้วนอนต่อไม่ได้&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่จะรู้สึกเบื่ออาหาร ไม่เจริญอาหารเหมือนเดิม น้ำหนักลดลงมาก บางคนลดลงหลายกิโลกรัมภายใน 1 เดือน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการท้องผูก อืดแน่นท้อง ปากคอแห้ง บางคนอาจมีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว&lt;br /&gt;5. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปลี่ยนไป ดังกล่าวบ้างแล้วข้างต้น ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะดูซึมลง ไม่ร่าเริง แจ่มใส เหมือนก่อน จะเก็บตัวมากขึ้น ไม่ค่อยพูดจากับใคร บางคนอาจกลายเป็นคนใจน้อย อ่อนไหวง่าย ซึ่งคนรอบข้างก็มักจะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป บางคนอาจหงุดหงิดบ่อยกว่าเดิม แม่บ้านอาจทนที่ลูกๆ ซนไม่ได้ หรือมีปากเสียงระหว่างคู่ครองบ่อยๆ&lt;br /&gt;6. การงานแย่ลง ความรับผิดชอบต่อการงานก็ลดลง ถ้าเป็นแม่บ้านงานบ้านก็ไม่ได้ทำ หรือทำลวกๆ เพียงให้ผ่านๆ ไป คนที่ทำงานสำนักงานก็จะทำงานที่ละเอียดไม่ได้เพราะสมาธิไม่มี ในช่วงแรกๆ ผู้ที่เป็นอาจจะพอฝืนใจตัวเองให้ทำได้ แต่พอเป็นมากๆ ขึ้นก็จะหมดพลังที่จะต่อสู้ เริ่มลางานขาดงานบ่อยๆ ซึ่งหากไม่มีผู้เข้าใจหรือให้การช่วยเหลือก็มักจะถูกให้ออกจากงาน&lt;br /&gt;7. อาการโรคจิต จะพบในรายที่เป็นรุนแรงซึ่งนอกจากผู้ที่เป็นจะมีอาการซึมเศร้ามากแล้ว จะยังพบว่ามีอาการของโรคจิตได้แก่ อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย ที่พบบ่อยคือ จะเชื่อว่ามีคนคอยกลั่นแกล้ง หรือประสงค์ร้ายต่อตนเอง อาจมีหูแว่วเสียงคนมาพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อได้รับการรักษา อารมณ์เศร้าดีขึ้น อาการโรคจิตก็มักทุเลาตาม&lt;br /&gt;จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนที่อ่านถึงตอนนี้อาจรู้สึกว่าตนเองก็มีอะไรหลายๆ อย่างเข้ากันได้กับโรคซึมเศร้าที่ว่า แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่ไม่เหมือนทีเดียวนัก ทำให้อาจสงสัยว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองเป็นหรือเปล่า&lt;br /&gt;อาการซึมเศร้านั้นมีด้วยกันหลายระดับตั้งแต่น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ไปจนเริ่มมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และบางคนอาจเป็นถึงระดับของโรคซึมเศร้า อาการที่พบร่วมอาจเริ่มตั้งแต่รู้สึกเบื่อหน่าย ไปจนพบอาการต่างๆ มากมาย ดังได้กล่าวในบทต้นๆ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;เหตุที่เราจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่เนื่องจาก มีโรคทางจิตเวชอื่นหลายโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า โรคทางร่างกายหลายโรคและยาบางตัวก็สามารถก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ ดังตัวอย่างในตารางที่ * แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการป่วยเป็นโรคหรือกำลังได้ยาเหล่านี้ จะต้องเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าเสมอไป ผู้ป่วยบางคนอาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจากสาเหตุอื่นๆ ก็ได้ การวินิจฉัยจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และอาศัยทักษะในการตรวจพอสมควร มีพบบ้างเหมือนกันว่าผู้ป่วยมาด้วยอาการของโรคซึมเศร้า แต่พอรักษาไปได้ระยะหนึ่งเริ่มมีอาการของโรคทางกายให้เห็น พอส่งตรวจเพิ่มเติมก็พบเป็นโรคทางกายต่างๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ในการวินิจฉัย โดยทั่วไปแพทย์จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;ถามอาการหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่เริ่มมีอาการครั้งแรกไล่มาตามลำดับจนปัจจุบัน ยิ่งผู้ป่วยเล่าอาการต่างๆ ที่มีได้ละเอียด เล่าปัญหาทางจิตใจที่เกิดขึ้นได้มากเท่าไร แพทย์ก็จะยิ่งเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การซักถามในขั้นตอนนี้นอกจากเพื่อดูว่าผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้หรือไม่แล้ว ยังเพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับอาการเหล่านี้หรือไม่ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะในรายที่อาการไม่ชัดเจน เป็นประสบการณ์และทักษะที่ต้องผ่านการฝึกฝนและการดูแลผู้ป่วยมาจำนวนหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามประวัติการเจ็บป่วยต่างๆ ในอดีต โรคประจำตัว และยาที่ใช้ประจำ เพื่อดูว่าอาจเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าได้หรือไม่&lt;br /&gt;ถามประวัติความเจ็บป่วยในญาติสายเลือดเดียวกัน เพราะโรคซึมเศร้าเกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมพันธุ์เหมือนกัน&lt;br /&gt;ตรวจร่างกาย และส่งตรวจพิเศษที่จำเป็น ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีโรคทางร่างกายอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการต่างๆ ที่พบ&lt;br /&gt;แพทย์อาจซักประวัติเพิ่มเติมจากญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพื่อที่จะได้ทราบเรื่องราวหรือาการต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น เพราะบางครั้งคนรอบข้างอาจสังเกตเห็นอะไรได้ชัดเจนกว่าตัวผู้ที่มีอาการเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่า เกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นเพียงแนวทางในเบื้องต้นเท่านั้น เป็นองค์ประกอบหนึ่งในหลายๆ ขั้นตอนที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;การวินิจฉัยที่แน่นอนจึงต้องพบแพทย์เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-768794473425800507?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/768794473425800507'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/768794473425800507'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='โรคซึมเศร้าคืออะไร'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-6861410438420591313</id><published>2009-02-28T13:29:00.000-08:00</published><updated>2009-02-28T13:29:01.133-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขมิ้นรักษาโรคกระเพาะอาหาร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สมุนไพรรักษาโรคกระเพาะอาหาร'/><title type='text'>โรคกระเพาะอาหาร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ยาสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน&lt;br /&gt;โรคกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;    &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรคกระเพาะอาหาร (peptic ulce) หมายถึงอาการปวดแสบ ปวดต้อ ปวดเสียด หรือจุกแน่น ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ (เหนือสะดือ) เวลาก่อนรับประทานอาหารหรือหลังรับประทานอาหารใหม่ ๆ สาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะคือ ความเครียด (วิตกกังวล คิดมาก เคร่งเครียดกับการงาน การเรียน) พฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดเวลา และการรับประทานอาหารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้เช่น เหล้า เบียร์ แอสไพริน (ยาแก้ปวด ยาซอง) ยาแก้ปวดข้อ ยาชุด หรือยาลูกกลอนที่ใส่สเตียรอยด์ เครื่องดื่มชูกำลัง ที่เข้าสารคาเฟอีน เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;การรักษาโรคกระเพาะ โดยการรับประทานยา และดูแลสุขภาพ ของตนเอง ดังนี้     &lt;br /&gt;ก. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา     &lt;br /&gt;ข. รับประทานอาหาร 3 มื้อตามปกติ&lt;br /&gt;(ถ้าปวดมากในระยะแรก ควรรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่นข้าวต้ม)&lt;br /&gt;อย่ารับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด&lt;br /&gt;ไม่จำเป็นต้องแบ่งรับประทานอาหารทีละน้อยแต่บ่อยมื้อขึ้นดังที่เคยแนะนำกันในอดีต เพราะยิ่งรับประทานมากนอกจากจะทำให้น้ำหนักขึ้นแล้ว (ต้องคอยลดความอ้วนอีก) ยังอาจจะทำให้อาการกำเริบได้ง่ายอีกด้วยคนที่เป็นโรคกระเพาะบางครั้งอาจรู้สึกหิวง่ายก็ควรรับประทาน ยาลด กรดแทนนมหรือข้าว&lt;br /&gt;ค. งดเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม และบุหรี่เพราะจะทำให้โรคกำเริบได้      &lt;br /&gt;ง. ห้ามรับประทานยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ ยาที่เข้าเตรียรอยด์&lt;br /&gt;(ในรายที่จำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้รักษาโรคอื่น ควรปรึกษาแพทย์)      &lt;br /&gt;จ. คลายเครียดด้วยการออกกำลังกาย (เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ รำมวยจีน โยคะ เต้นแอโรบิก) หรือทำสมาธิ สวดมนต์ ไหว้พระ หรือเจริญภาวนาตามศาสนาที่ตัวเองนับถือ คนที่เป็นโรคกระเพาะเนื่องจากความเครียด การปฏิบัติในข้อนี้ จะมีส่วนช่วยให้โรคหายขาดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร คือ&lt;br /&gt;1. ขมิ้นชัน        &lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์    Curcuma longa Linn., Curcuma domesticaVal.    &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ชื่อท้องถิ่น      ขมิ้น (ทั่วไป) ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้น หมิ้น(ใต้)&lt;br /&gt;ตายอ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)     &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ลักษณะของพืช  ขมิ้นมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ประเทศอินเดีย จีน และหมู่เกาะ อินเดียตะวันออกปัจจุบันมีการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ อย่างแพร่หลายในประเทศเขตร้อน ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน อายุหลายปี ถึงฤดูแล้งใบจะโทรม เมื่อย่างเข้าฤดูฝนเริ่มแตกใบขึ้นมาใหม่เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองเข้มจนถึงสีแสดเข้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านยาว ใบเหนียว เรียวและปลายแหลม กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ดอกเป็นดอกช่อ มีก้านช่อแทงจากเหง้าโดยตรง ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน กลีบประดับสีเขียวอมชมพู ดอกบานครั้งละ 3-4 ดอก ผลรูปกลม มี พู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่ใช้เป็นยา    เหง้าแห้ง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา    เก็บเมื่อขมิ้นอายุราว 7-9 เดือน        &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รสและสรรพคุณยาไทย รสฝาด กลิ่นหอมแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน ขับลม ท้องร่วง        &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์  เหล้าขมิ้นมีน้ำมันหอมระเหยประมาณร้อยละ 22-6 เป็นน้ำมันสีเหลือง มีสารหลายชนิด คือ Turmerone, Zingiberene, Borneol เป็นต้น และมีสารสีเหลืองส้ม คือ เคอร์ควิมิน (Curmumin) ประมาณร้อยละ 1.8-5.2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า ขมิ้นมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขับน้ำดี และฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบได้ โดยที่ฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเกิดจากสารเคอร์คิวมิน ขนาด 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทำให้เกิดการกระตุ้น การหลั่ง mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ แต่ถ้าใช้ขนาดสูงอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้ ส่วนฤทธิ์ลดการอักเสบเกิดจากสารเคอร์คิวมินและน้ำมันหอมระเหย ทำให้ขมิ้นมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้&lt;br /&gt;                &lt;br /&gt;ฉวีวรรณ พฤกษ์สุนันท์ และคณะ (2529) ศึกษาผลของยาแคปซูลขมิ้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องเนื่องจากแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กดูโอนินั่ม โดยดูการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังภายในกระเพาะอาหารและสำไส้เล็กดูโอนินั่ม ด้วยกล้องส่องตรวจ (Endoscope) ในผู้ป่วยชาย 8 ราย หญิง 2 ราย อายุระหว่าง 16-60 ปีผู้ป่วยที่มีแผลเปื่อย10 ราย นี้เป็น D.U. 2 ราย มีขนาดแผล 0.5-1.5 ซม. โดยให้รับประทานขมิ้นชันขนาดแคปซูลละ 250 มก.ครั้งละ 2 แคปซูล ก่อนอาหาร 3 มื้อ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง และก่อนนอน ปรากฏผลว่า แผลของผู้ป่วยหายเรียบร้อยดี 6 ราย คิดเป็น 60 % ในระยะเวลา 4-12 สัปดาห์ ในจำนวนนี้ถ้าแสดงผลการหายของแผลเรียบร้อยภายในเวลา 4 สัปดาห์ ได้เป็น 50%&lt;br /&gt;                  &lt;br /&gt;อัญชลี อินทนนท์ และคณะ (2529) ได้ทำการทดลองใช้ขมิ้นรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องซึ่งเชื่อว่าเป็นอาการของโรคแผลเปปติค (Peptic Ulcer) โดยเปรียบเทียบกับการใช้ไตรซิลิเกต (Trisiligate) ซึ่งเป็นยาลดกรดขององค์การเภสัชกรรม ได้ผลดังนี้ คืออาการดีขึ้นมากหลังรักษาด้วยขมิ้นชัน ครบ 12 สัปดาห์ จำนวน 15 ราย คิดเป็น 60% หายปกติ 1 ราย คิดเป็น 58 % อาการดีขึ้นมาก หลังรักษาด้วยไตรซิลิเกต 5 ราย คิดเป็น 50 % หายปกติ 4 ราย คิดเป็น 40 %&lt;br /&gt;                  &lt;br /&gt;ขมิ้นเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง การศึกษาพบว่าขมิ้น ไม่มีพิษเฉียบพลันและไม่มีผลในด้านก่อกลายพันธุ์ และในการวิจัยทางคลินิกของ ฉวีวรรณ พฤกษ์สุนันท์และคณะ (2529) ได้ศึกษาเคมีเลือดผู้ป่วยที่รับการ ทดลองจำนวน 30 คน ก่อนและหลังรับประทานขมิ้นติดต่อกันนาน 4 สัปดาห์ ไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในผลเคมีเลือดที่บ่งถึงการตรวจหน้าที่ตับและไต และฮีมาโตโลยี ส่วนผลแทรกแซง พบอาการท้องผูก ราย แพ้ยามีผื่นที่ผิวหนัง 2 ราย&lt;br /&gt;        &lt;br /&gt;วิธีใช้                  &lt;br /&gt;ขมิ้นใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารโดยการนำเหง้าแก่สดล้างให้สะอาด (ไม่ต้องปอกเปลือก) หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากแดดจัดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน หรือบรรจุแคปซูล เก็บไว้ในขวดสะอาดและมิดชิด รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน&lt;br /&gt;                  &lt;br /&gt;บางคนรับประทานขมิ้นแล้วอาจมีอาการแพ้ขมิ้น เช่นคลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดหัวนอนไม่หลับ เป็นต้น หากมีอาการดังกล่าวให้หยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นแทน&lt;br /&gt;ยาสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 กล้วย    &lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์    Musa sapientum Linn.  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ชื่อท้องถิ่น            -    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะพืช        กล้วยเป็นพืชเมืองร้อนและเป็นพืชที่คุ้นเคยกับคนไทยมาช้านาน เพราะเกือบทุกส่วนของกล้วยมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน กล้วยเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นตรง รูปร่างกลม มีกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบสีเขียวขนาดใหญ่ ขอบใบขนานกัน ช่อดอกคือหัวปลี มีลักษณะห้อยหัวลงยาว 1-2 ศอก มีดอกย่อยออกเป็นแผง กลายเป็นผลติดกัน เรียกว่าหวี เรียงซ้อนและติดกันที่แกนกลางเรียกว่าเครือส่วนที่ใช้เป็นยา ผลกล้วยดิบหรือผลห่าม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา     เก็บผลกล้วยช่วงเปลือกเป็นสีเขียว ต้นกล้วยจะให้ผลเมื่ออายุ 8-12 เดือน    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รสและสรรพคุณยาไทย  รสฝาด ฤทธิ์ฝาดสมาน    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์     กล้วยดิบประกอบด้วยสารประกอบหลายชนิด คือ Tannin , Serotonin, Norepinephnine, Dopamin และ Catecholamine สารเหล่านี้อยู่ในเนื้อและเปลือกของกล้วยสำหรับกล้วยสุกมี pectin , Essential oil, Norepinephrine และกรดอินทรีย์หลายชนิด&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;ปี คศ. 1964 Best และคณะ ได้พบว่าผงกล้วยดิบมีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะหนูขาว ซึ่งเกิดจากการให้ aspirin โดยสามารถใช้ทั้งป้องกันและรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ ในการป้องกันจะใช้ขนาด 5 กรัม ส่วนการรักษาใช้ขนาด 7กรัม และถ้าเป็นสารสกัดด้วยน้ำจะมีฤทธิ์แรงเป็น 800 เท่าของผงกล้วย ผู้วิจัยเข้าใจว่ากล้วยดิบไปกระตุ้นให้เซลล์ในเยื่อบุกระเพาะหลั่งสารพวก mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ กล้วยจะดีกว่ายาพวก Aluminium hydroxide, Cimetidine หรือ Postaglandin ซึ่งมีฤทธิ์เฉพาะป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเท่านั้น แต่ไม่สามารถรักษาแผลที่เกิดแล้วได้&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;วิธีใช้                 &lt;br /&gt;นำกล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดประมาณ 2 วัน หรืออบให้แห้งในอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส และบดเป็นผง วิธีรับประทานโดยการนำผงกล้วยดิบครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล ชงน้ำหรือผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มหรือนำผงกล้วยดิบมาปั้นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน รับประทานแล้วอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ ป้องกันได้โดยใช้ร่วมกับยาขับลม เช่น น้ำขิง พริกไทย เป็นต้นสำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน, “ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน”&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-6861410438420591313?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/6861410438420591313'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/6861410438420591313'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/02/blog-post_28.html' title='โรคกระเพาะอาหาร'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-2377373041951692728</id><published>2009-02-26T13:19:00.000-08:00</published><updated>2009-02-26T13:19:04.672-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สีอุจจาระบอกสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อุจจาระบอกสุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สังเกตสีอุจจาระบอกสุขภาพ'/><title type='text'>อุจจาระบอกสุขภาพ . . .</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อุจจาระบอกสุขภาพ . . .&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นิสัยการกินส่งผลต่อสุขภาพ แต่ตอนกินอาจจะไม่ทันตั้งสติหรือไม่แน่ใจว่ากินอะไรเข้าไปบ้าง ไม่เป็นไรค่ะ เช้าวันรุ่งขึ้นก้มมองเสียหน่อยหลังปลดทุกข์หนักก็พอจะบอกได้ว่านิสัยการกินและสุขภาพของเจ้าของทุกข์นั้นเป็นอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มจากสังเกตสี และลักษณะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถ้าอุจจาระเป็นสีน้ำตาลดำ ลักษณะหนืดเหนียว จมน้ำ แสดงว่าคุณทานเนื้อสัตว์มาก          &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถ้าคุณกินผักมาก อุจจาระจะเป็นสีเขียวขี้ม้า          &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถ้าคุณกินมะละกอ อุจจาระก็จะออกสีแดงๆ          &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถ้าคุณกินธัญพืชและข้าวซ้อมมือมาก อุจจาระจะออกสีน้ำตาลอ่อนและลอยน้ำได้          &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถ้าถ่ายแล้วแสบก้น แสดงว่าคุณกินพริกมากเกินไป          &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถ้ามีคราบไขมันลอย ให้สำรวจตัวเองว่าคุณกินอาหารมันเกินไปหรือเปล่า          &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถ้าอุจจาระยังมีชิ้นส่วนที่บ่งบอกได้ว่ากินอะไรเข้าไป เช่น เศษมะเขือเทศ ข้าวฟ่างลอยเป็นเมล็ด ข้าวโพดที่ยังดูเป็นข้าวโพด แสดงว่าคุณน่าจะเคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้นนะคะ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ตามธรรมชาติอุจจาระจะเปลี่ยนสีตามอาหารที่เรารับประทานเข้าไปอยู่แล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่สีของอุจจาระมีลักษณะหรือสีดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเลือดสดๆ ปนในตอนท้ายๆ ของการอุจจาระ อาจเกิดจากโรคริดสีดวงทวาร           &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อุจจาระมีสีดำเหมือนถ่าน โดยที่ไม่ได้กินยาบำรุงเลือดจำพวกธาตุเหล็ก แสดงว่าอาจจะมีเลือดออกในกระเพาะอาหารและลำไส้           &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อุจจาระสีเหลืองซีด อาจเกิดจากการอักเสบของลำไส้ หรือมะเร็งได้                     &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ถ้าอุจจาระมีอาการทั้งหลายเหล่านี้ อย่าได้นิ่งนอนใจค่ะ พบแพทย์ด่วน          &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เอ ว่าแต่ . . . เช้านี้เพื่อนๆ ตรวจสุขภาพแล้วหรือยังคะ. . .?&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-2377373041951692728?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2377373041951692728'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2377373041951692728'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/02/blog-post_26.html' title='อุจจาระบอกสุขภาพ . . .'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-8299894392628625148</id><published>2009-02-24T13:13:00.000-08:00</published><updated>2009-02-24T13:13:02.412-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สถิติการมีภาวะกระดูกสันหลังคด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มารู้จักโรคกระดูกสันหลังคด'/><title type='text'>มารู้จักโรค...กระดูกสันหลังคด</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กระดูกสันหลังคด....เรื่องธรรมดา???&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.iscoliosis.com/symptoms.html"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;จะปฎิบัติตัวอย่างไรถ้าสงสัย หรือรู้ตัวว่ามีกระดูกสันหลังคด ? การมีกระดูกสันหลังคดส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังได้ง่ายกว่าการมีกระดูกสันหลังตรงปกติ ? จริงรึป่าวที่ประชากรส่วนใหญ่ของโลกมีกระดูกสันหลังคด ? บทความนี้อาจช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย เนื้อหาในบทความผสมผสานจากบทความที่เกี่ยวข้องมากมาย แต่ก็จัดไว้ในส่วนของเอกสารอ้างอิง ให้ได้เข้าไปอ่านได้เองด้วยจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถิติการมีภาวะกระดูกสันหลังคด&lt;br /&gt;งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันการพบภาวะกระดูกสันหลังคดมากกว่าxxx%ของประชากรโลก โดยมีอาการผิดปกติและไม่มีอาการผิดปกติใด ๆที่เป็นปัญหาในการดำรงชีวิต มีการแบ่งกลุ่มตามเพศและช่วงอายุ และพบว่าส่วนใหญ่ภาวะกระดูกสันหลังคดถูกตรวจพบในช่วงที่ย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือตั้งแต่ 11-15 ปี จนถึงวัยเด็กตอนปลาย ช่วงต่อกับวัยรุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเป็นว่าสถิติ ก็คือตัวเลขยืนยันความมากน้อย การพบได้บ่อยเท่านั้น สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญคือ เมื่อมีคนบอกเราว่า กระดูกสันหลังของเราคด เราเกิดคำถามอะไรบ้าง และเราจะหาคำตอบได้จากที่ไหน ในบทความนี้ได้แนบเอกสารอ้างอิงไว้พร้อมด้วย เว๊บไซด์ที่เป็นประโยชน์ มีรูปภาพประกอบให้เข้าใจ ผู้เขียนจะพยายาม พาผู้อ่านไปพร้อม ๆ กันตามข้อมูลอ้างอิงละกัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;เคยเขียนไว้บ้างแล้วเกี่ยวกับภาวะกระดูกสันหลังคดในหัวข้อแรก ๆแต่บอกอีกทีก็ได้ว่ากระดูกสันหลังคดที่เราเรียกกัน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ แบบรู้สาเหตุ (known causes)ซึ่งอาจเกิดได้จาก การมีท่าทางการทรงตัวที่ไม่ถูกต้อง การได้รับอุบัติเหตุและแบบไม่รู้สาเหตุ (ideopathic)ซึ่งเป็นได้ทั้งจากในสายเลือด เป็นกรรมพันธ์ แต่ส่วนมากหากไม่มีใครในครอบครัวเป็น ก็จะไม่เป็นด้วย แต่ก็เกิดขึ้นได้ โดยจะคดไปด้านซ้าย หรือขวาก็ได้ หากคดเป็น 2 ช่วง เราเรียก (เอส เคิร์บ )S-curved หากเกิดเพียงช่วงเดียวเราจะเรียกว่า C-curved ส่งผลเสียต่อร่างกายคือ หากเป็นมาก ๆ ปอด 2 ข้างอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะช่องอกมีพื้นที่ลดลงทำให้ซี่โครงบีบอัดปอด ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ผู้มีมุมที่คดมากและจุดที่คดอยู่ระดับอก ควรระวังปัญหาเรื่องภาวะทรวงอก เช่น การเป็นหวัดเรื้อรัง มีอาการเหนื่อยง่าย ภาวะปอดบวม หรือติดเชื้อเกิดขึ้นง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามแรกที่ยกมาคือ จะปฎิบัติตัวอย่างไรถ้าสงสัย หรือรู้ตัวว่ามีกระดูกสันหลังคด ? เราก็ต้องตรวจร่างกายตัวเองก่อนเลยว่ามีความเสี่ยง หรือมีภาวะกระดูกสันหลังคดหรือไม่ ลองสังเกตคร่าว ๆได้ดังนี้ ดูได้จากรูปในเอกสารอ้างอิง(2) รูปแรกด้านซ้าย ให้ดูความสูงของกระดูกซี่โครงสองข้างไม่เท่ากัน รูปต่อมาแสดงให้เห็นความคดของกระดูกสันหลังเมื่อยืนตรง จะเห็นว่าระดับบ่าสองข้างไม่เท่ากัน กระดูกสะบักก็โป่งนูนออกมาไม่เท่ากัน การวางตัวของศรีษะก็ไม่อยู่กึ่งกลางระหว่างแนวสะโพกทั้งสองด้าน แต่ออกจะเยื้องไปด้านขวามากกว่า จากในรูปเป็นการโค้งรูปตัว เอส S&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับไหล่ หรือบ่าสองข้างไม่เท่ากัน สะบัก หรือกระดูกที่เป็นคล้าย ๆ ปีกมีการนูนตัวมากกว่าอีกด้านหนึ่ง&lt;br /&gt;ศรีษะไม่อยู่กึ่งกลางในแนวระหว่างกระดูกเชิงกรานทั้งสองข้าง&lt;br /&gt;สะโพกด้านใดด้านหนึ่ง ยกและหนาตัวขึ้นกว่าอีกด้านอย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;กระดูกซี่โครงมีระดับความหนา หรือยกสูงไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;ระดับเอวไม่เสมอกัน&lt;br /&gt;มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวที่วางตัวเหนือกระดูกสันหลังอย่างแตกต่างและเห็นได้ชัด เช่น จุดหรือรอยบุ๋ม มีขนขึ้นเป็นแผง และสีผิวที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;br /&gt;มีการเอียงของลำตัวไปด้านใดด้านหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-8299894392628625148?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8299894392628625148'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8299894392628625148'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/02/blog-post_24.html' title='มารู้จักโรค...กระดูกสันหลังคด'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-6599057105245581188</id><published>2009-02-22T13:08:00.000-08:00</published><updated>2009-02-22T13:08:00.916-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคเบาหวาน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผู้ป่วยเบาหวานมี 5 ลักษณะ'/><title type='text'>โรคเบาหวาน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เบาหวาน คือ ลักษณะที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินชูลินหรืออินชูลินไม่มีคุณภาพ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เลือด&lt;br /&gt;1.พลาสมา&lt;br /&gt;2.เกล็ดเลือด&lt;br /&gt;3.เม็ดเลือดแดง&lt;br /&gt;4.เม็ดเลือดขาว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;แหล่งพลังงาน 5 แหล่ง&lt;br /&gt;1.กลูโคลสในกระแสเลือด&lt;br /&gt;2.ไตรกลีเชอร์ในกระแสเลือด&lt;br /&gt;3.ไกรโคเจนในกล้ามเนื้อและตับ&lt;br /&gt;4.ไขมันในชั้นผิวหนัง&lt;br /&gt;5.คลอเรสเตอรอลในกระแสเลือด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;หน้าที่ของตับ&lt;br /&gt;1.ผลิตน้ำดี&lt;br /&gt;2.สร้างสารอาหาร&lt;br /&gt;3.กำจัดสารบินลูบิน (เลือดที่ตาย)&lt;br /&gt;4.สารที่ช่วยให้เกิดการแข็งตัวของเลือด&lt;br /&gt;5.ดักจับเชื้อโรค&lt;br /&gt;6.กรองแอลกอฮอล์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ผู้ป่วยเบาหวานมี 5 ลักษณะ&lt;br /&gt;1.ต่อต้าน ผู้ป่วยจะแสดงอาการก้าวร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว&lt;br /&gt;2.หลบหนี ไม่ยอมให้ใครรู้ว่าเป็น ต้องการกำลังใจและความเข้าใจ&lt;br /&gt;3.ปกปิด รู้ตัวแต่ฝืนและปกปิดไม่ให้ใครรู้ ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม&lt;br /&gt;4.ยอมรับ จะดูแลตัวเองดี และเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-6599057105245581188?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/6599057105245581188'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/6599057105245581188'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/02/blog-post_22.html' title='โรคเบาหวาน'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-1307164547004387464</id><published>2009-02-20T13:06:00.000-08:00</published><updated>2009-02-20T13:06:00.965-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การตรวจหามะเร็งเต้านม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการของมะเร็งเต้านม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านม'/><title type='text'>มะเร็งเต้านมเกิดจากอะไร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;มะเร็งเต้านมเกิดจากอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งเต้านมเกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านม และร่างกายไม่สามารถจะควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์ที่ผิดปกติเหล่านั้นโตออกไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วและกระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หญิงคนใดมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมด้วยกันทั้งสิ้นแต่ผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้จะมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงทั่วไป&lt;br /&gt;1.ผู้หญิงที่มีอายุมาก จากข้อมูลของคนไทยพบว่าผู้หญิงไทยที่เป็นมะเร็งเต้านมมีอายุเฉลี่ย 49.2 ปี&lt;br /&gt;2.ผู้หญิงที่มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร๊งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นญาติในกลุ่มที่ติดกัน เช่น แม่ พี่สาว หรือน้องสาวโดยตรง&lt;br /&gt;3.ผู้หญิงที่ไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี&lt;br /&gt;4.ผู้หญิงที่มีรอบเดือนมาเร็ว และหมดช้า หรือใช้ฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานาน&lt;br /&gt;อาการของมะเร็งเต้านม&lt;br /&gt;1.มีก้อนที่เต้านม&lt;br /&gt;2.มีเลือดออกทางหัวนม&lt;br /&gt;3.มีแผลเรื้อรังที่หัวนม&lt;br /&gt;4.ผิวหนังบวมหนาคล้ายเปลือกส้ม&lt;br /&gt;5.มีก้อนที่รักแร้เนื่องจากต่อมนำเหลืองโต&lt;br /&gt;6.หัวนมถูกดึงรั้ง&lt;br /&gt;7.มีการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของเต้านม&lt;br /&gt;การตรวจหามะเร็งเต้านม&lt;br /&gt;เพื่อป้องกันและตรวจหามะเร็งตั้งแต่ระยะแรกในผู้หญิงไทยแนะนำให้ทำการตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละ 1 ครั้งในวันที่ 7-10หลังมีประจำเดือน ถ้าไม่แน่ใจในการตรวจหรือสงสัยว่าจะมีความผิดปกติใดๆ ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีการตรวจด้วย Mammogram with ultrasound ควรเริ่มทำเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป โดยทำการตรวจทุกปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-1307164547004387464?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1307164547004387464'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1307164547004387464'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/02/blog-post_20.html' title='มะเร็งเต้านมเกิดจากอะไร'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-7545626628279896126</id><published>2009-02-18T13:00:00.000-08:00</published><updated>2009-02-18T13:00:00.552-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการกล้ามเนื้อทับเส้นประสาท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิธีการรักษากล้ามเนื้อทับเส้นประสาท'/><title type='text'>กล้ามเนื้อทับเส้นประสาท</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กล้ามเนื้อทับเส้นประสาท &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ถาม&lt;br /&gt;ขอสอบถามพี่ๆที่พอจะมีข้อมูลของอาการกล้ามเนื้อทับเส้นประสาทจะมีอาการยังไงบ้างครับ แล้วขั้นตอน+วิธีการรักษาจะต้องทำยังไงบ้างครับ ค่าใช้จ่ายสูงมากหรือเปล่าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ตอบ&lt;br /&gt;มันก็มีอยู่บ้างนะ ที่เกิดอาการกล้ามเนื้อทับเส้นประสาท แต่ความจริงกล้ามเนื้อกับเส้นประสาทมันก็อยู่ร่วมกันมานานแล้ว ไม่ได้เกิดอาการทับกันเองโดยไม่มีสาเหตุ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดภายหลัง การมีปัญหา ที่ตัวเส้นประสาทเอง ในระดับที่เหนือขึ้นไป จากจุดที่มีปัญหา กล้ามเนื้อทับเส้นประสาท จริง ๆ อาจเป็นผลจากการที่ร่างกายมีกลไกที่จะป้องกันการบาดเจ็บซึ่งอาจเกิดต่อเนื่องต่อเส้นประสาท เช่น เพื่อลดและป้องกันไม่ให้เส้นประสาทที่มีปัญหาถูกยืดมาก ๆ ที่มักพบได้บ่อย คือคนไข้มีปัญหาหมอนรองกระดูกเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทข้าง ๆ เช่น ในระดับ เอวข้อที่ 4-5 ผู้มีปัญหานี้จริง ส่วนใหญ่มักมีอาการปวดที่กล้ามเนื้อก้นด้านที่มีการกดทับของเส้นประสาทหลัง อาจปวดที่ก้นและร้าวลงขา หรือปวดเฉพาะที่ก้นเท่านั้นก็ได้ โดยเส้นประสาทที่ลอดใต้กล้ามเนื้อก้นมัดนั้นทอดยาวมาจากเส้นประสาทเดียวกันกับระดับที่เกิดปัญหาที่เอว แต่บางรายก็ไม่มีอาการดังกล่าว ความจริงแล้วตัวกล้ามเนื้อเกร็งขึ้นเพื่อยึดไม่ให้เส้นประสาทถูกยืดมาก ถ้ารักษาที่ระดับเอว หรือที่สาเหตุแรกได้ถูกจุด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อาการปวดตรงกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่ก้นก็จะลดลงไปได้ การเกิดอาการลักษณะนี้ก็สามารถพบได้ที่กล้ามเนื้อ บ่า หรือ สะบัก เช่นกัน ถ้าเส้นประสาทในระดับคอด้านเดียวกันถูกกดทับโดยหมอนรองกระดูกสันหลัง หรือตัวกระดูกสันหลังเอง หรือแม้แต่การมีภาวะกระดูกเสื่อม มีภาวะแคลเซี่ยมหรือกระดูกงอกหนาตัวขึ้นพอดี หรืออาจมีเศษกระดูกที่กร่อนตัวออกมากมากดทับเส้นประสาทระดับใกล้เคียงนั้นก็ได้ กล้ามเนื้อที่ปกคลุมแนวเส้นประสาทที่มีปัญหานั้น ก็สามารถเกร็งตัว ขึ้นได้ อาการปวดกล้ามเนื้อก็จะต่างไปจากอาการปวดเมื่อยหลังการทำงานทั่วไป อาการปวดล้า/ร้าว ไปตามแขน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ส่วนอก สีข้าง ร่วมกับอาการชา ก็อาจมีได้ บางรายสามารถบรรเทาความเจ็บปวดด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด แต่บางกรณีก็ต้องผ่าตัดเอาสาเหตุออก เช่น ชิ้นส่วนกระดูกที่งอก หรือ หมอนรองกระดูกที่เคลื่อนตัวออกมาทับ หรือเพิ่มความหนาให้หมอนรองกระดูกในกรณีที่กระดูกคอเสื่อมและทรุดตัวลงมากดทับเส้นประสาทคอระดับต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็ขึ้นกับวิธีการตรวจ และ แนวทางการรักษา ถ้ารักษาแบบไม่ใช้ยา ไม่ผ่าตัด เช่น วิธีทางกายภาพบำบัด ก็ราคาไม่แพง หลักร้อย ถึง พัน ต้น ๆ และไม่ต้องเสี่ยงจากการได้รับผลข้างเคียงของการใช้ยา แต่ถ้าสาเหตุที่เกิดต้องแก้ไขด้วยวิธีผ่าตัดเท่านั้น ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้น แพงมากน้อยก็ขึ้นกับวิธีการและเทคโนโลยี รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัดด้วย มักเริ่มที่หลักหมื่น ถึงหลักแสนได้ การประมาณค่ารักษาขึ้นกับสภาพอาการและสาเหตุของปัญหาเป็นสำคัญ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแล้ว หรือ ก่อนเข้ารับการผ่าตัดมักได้รับคำแนะนำ คำอธิบายเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การพยากรณ์โรค จากแพทย์ และการเตรียมความพร้อมให้กับกล้ามเนื้อ ร่วมกับแนวทางการปฎิบัติตัวที่ถูกต้องจากนักกายภาพบำบัด หรือนักเวชศาสตร์ฟื้นฟู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;แต่ตัวกล้ามเนื้อเองก็อาจบวม อักเสบและกดทับเส้นประสาทได้ โดยไม่ต้องมีกลไก ของปัญหาในลักษณะข้างต้น โดยอาจมีสาเหตุมาจากการมีแผลเปิด มีอาการกล้ามเนื้ออักเสบ เกิดการติดเชื้อโดยตรงที่กล้ามเนื้อที่ปกคลุมเส้นประสาทอยู่ เป็นผลทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกับกรณีแรกได้&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-7545626628279896126?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/7545626628279896126'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/7545626628279896126'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/02/blog-post_18.html' title='กล้ามเนื้อทับเส้นประสาท'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-2453428881356963087</id><published>2009-02-17T12:59:00.001-08:00</published><updated>2009-02-17T12:59:31.256-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เผชิญหน้ากับมะเร็งลำไส้ใหญ่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='รับมือกับมะเร็งลำไส้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งลำไส้ใหญ่'/><title type='text'>คุณกำลังเผชิญกับมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่หรือไม่?</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ใคร ๆ ก็ไม่อยากเป็น แต่ถ้าความกังวลใจมันทำให้คุณเป็นทุกข์กลุ้มใจว่า...คุณกำลังเผชิญกับมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่หรือไม่? ก็ต้องอ่านดูก่อนละกัน รู้ไว้ก่อนไม่เสียหาย!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากคุณกำลังกังวลใจและสงสัยว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่หรือไม่ จะรับมือกับมันอย่างไร และถ้าไม่ใช่มะเร็งลำไส้ใหญ่ แล้วคุณกำลังมีปัญหา หรือโรคอื่นที่กำลังคุกคามคุณอยู่หรือไม่ ควรไปตรวจอย่างละเอียดได้หรือยัง ควรทำอย่างไร ติดต่อสอบถามใครดี บทความนี้น่าจะมีส่วนช่วยคุณให้คุณคลายกังวลไปได้บ้างไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลทางสถิติ&lt;br /&gt;ในประเทศไทยพบว่าเกิดขึ้นกับผู้ชายมากเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งตับและปอด เกิดกับเพศหญิง มากเป็นอันดับ 5 หรือเฉลี่ยพบได้ใน 8 -10 คน จากประชากร 100,000 คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยเสี่ยง&lt;br /&gt;อายุและกรรมพันธุ์ถูกกล่าวถึงเป็นข้อต้น ๆ 1,3,5 ผู้มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ และลำไส้ใหญ่ ผู้เคยมีประวัติเป็นโรคมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ทั้งลำไส้ส่วนขวาง (colon) ลำไส้ใหญ่ และส่วนอื่น ๆ เช่น รังไข่ ทรวงอก ผู้เคยตรวจพบมีติ่งเนื้องอกในลำไส้ ผู้มีภาวะแผลในลำไส้ใหญ่เรื้อรัง (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.cancer.gov/Common/PopUps/popDefinition.aspx?id=45493&amp;amp;version=Patient&amp;amp;language=English"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ulcerative colitis&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; หรือ &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.cancer.gov/Common/PopUps/popDefinition.aspx?id=45661&amp;amp;version=Patient&amp;amp;language=English"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;Crohn’s disease&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;)5 นอกจากจะมีความเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์แล้ว ยังเกี่ยวข้องมาก ๆ กับพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกสุขลักษณะ1,3 เช่น ผู้ที่ทานอาหารที่ไม่ได้ปรุงอย่างถูกสุขอนามัย ทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์มาก แต่ทานอาหารประเภทเส้นใยน้อย และทานอาหารที่มีไขมันสูงมากเป็นประจำ มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการ&lt;br /&gt;ลักษณะการขับถ่ายจะเป็นแปลงไป หรือไม่เป็นปกติ อาจมีอาการท้องผูกสลับกับท้องเดินบ่อย ๆลักษณะของอุจจาระมีเลือดเก่า ๆ หรือมูกปนออกมา มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อเรื้อรัง อาจมีอากาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ หากมีอาการอาเจียนและคลำพบก้อนที่หน้าท้อง แสดงว่าโรคได้มีการดำเนินไปมากแล้ว1 ข้อมูลที่ได้เพิ่มจากแหล่งอ้างอิงยังกล่าวถึงขนาดของก้อนอุจจาระที่เรียวเล็กลงกว่าปกติ และสีของอุจจาระทั้งแบบแดงสด หรือดำเข้ม อาการปวดท้องจากภาวะมีแก๊สในลำไส้มาก รู้สึกจุกเสียด หรือเกิดอาการตะคริว ก็ถือเป็นอาการแสดงและลักษณะอาการที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าคุณอาจเป็นโรคนี้5&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="Keypoint3"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a name="Section_103"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;การรักษา1,3&lt;br /&gt;· การผ่าตัด ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง หรืออาจเจาะเป็นรูแล้วใส่เครื่องมือลงไปตัดออก&lt;br /&gt;· รังสีบำบัด อาจให้ก่อนทำการผ่าตัดเพื่อให้ก้อนมะเร็งเล็กลง หรือให้หลังทำการผ่าตัดแล้วเพื่อควบคุมมะเร็งที่แพร่กระจายออกไป&lt;br /&gt;· เคมีบำบัด ให้เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลือจากการผ่าตัด ซึ่งอาจให้ทางเส้นเลือด หรือรับประทาน&lt;br /&gt;· ชีวบำบัด การสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ในระหว่างการวิจัย อาจมีผลงานให้ปรากฏในอนาคตอันใกล้นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกัน&lt;br /&gt;ควรรับประทานอาหารประเภทเส้นใย เช่น พวกผักผลไม้สดให้มากหน่อย ทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง และทานอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีนมากขึ้น ซึ่งพบมากในพืชที่มีสีเหลือง สีส้ม เช่น แครอท มะละกอสุก ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน แตงโม แคนตาลูป และในผักสีเขียวบางชนิด เช่น บร็อกโคลี่ มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคะน้า ผักตำลึง เป็นต้น2&lt;br /&gt;ควรหมั่นสังเกตการพฤติกรรมการขับถ่ายและลักษณะของอุจจาระ สังเกตน้ำหนักตัว หากมีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติต้องสงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีโรคมะเร็งได้ทุกชนิด ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจอุจจาระ เพื่อหาเลือดปีละครั้ง หากพบมีเลือดในอุจจาระ ควรรับการตรวจทางกล้องผ่านทางทวารหนักทันที มีผู้วิจัยว่าถ้าพบเลือดจากการตรวจแบบนี้ตั้งแต่เริ่มแรกก็จะสามารถลดอัตราการตายลงได้ถึง 25 % ทีเดียว 1&lt;br /&gt;วิธีการตรวจหาเลือดในอุจจาระแบบใหม่ 1&lt;br /&gt;การตรวจแบบใหม่มีชื่อเรียกว่า Immuno Chemical Test ผู้เข้ารับการตรวจไม่ต้องงดอาหาร สามารถทานอาหารได้ตามปกติ วิธีการตรวจจะใช้อุจจาระเพียงนิดเดียวละลายในน้ำยา แล้วนำมาหยดลงแถบทดสอบสีขาว หากมีเลือดปนแถบทดสอบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินทันที ซึ่งสะดวกรวดเร็วกว่าและมีค่าน้ำยา พร้อมแถบทดสอบ ราคาเพียง 35 บาท&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-2453428881356963087?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2453428881356963087'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2453428881356963087'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='คุณกำลังเผชิญกับมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่หรือไม่?'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-781216698448380371</id><published>2009-01-30T14:45:00.000-08:00</published><updated>2009-01-27T14:51:30.098-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผู้หญิงเป็นโรคปวดศีรษะมากกว่าผู้ชาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การรักษาโรคปวดศีรษะ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคปวดศีรษะ'/><title type='text'>โรคปวดศีรษะ  จากความเครียด (จบ)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;· การวินิจฉัย&lt;br /&gt;แพทย์จะวินิจฉันโรคนี้จากลักษณะอาการ และประวัติเกี่ยวกับความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ การคร่ำเคร่งกับงาน&lt;br /&gt;นอกจากมีอาการไม่ชัดเจนและสงสัยเป็นโรคเกี่ยวกับสมอง จึงจะส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;ผู้ป่วยและญาติจึงควรบอกเล่าประวัติ และอาการเจ็บป่วยอย่างละเอียด เช่น ปัญหาครอบครัว (สามีมีภรรยาน้อย เล่นการพนัน การทะเลาะกัน) ปัญหาการงาน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉันได้ถูกต้อง) และไม่หลงไปส่งตรวจพิเศษให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;· การรักษา&lt;br /&gt;แพทย์จะให้การรักษาโดยให้ยาบรรเทาปวดร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อหรือยากล่อมประสาท&lt;br /&gt;ถ้าพบว่ามีโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้าร่วมด้วย ก็จะให้การรักษาภาวะเหล่านี้ไปพร้อมกัน และอาจให้การรักษาด้วยวิธีอื่นร่วมไปด้วย เช่น กายภาพบำบัด เทคนิคการผ่อนคลาย การทำจิตบำบัด การกระตุ้นประสาท ด้วยไฟฟ้า การฝังเข็ม เป็นต้น&lt;br /&gt;ในรายที่มีอาการกำเริบมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และแต่ละครั้งปวดนานมากกว่า 3 - 4 ชั่วโมง หรือปวดรุนแรง หรือต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยมาก แพทย์อาจให้ผู้ป่วยกินยาป้องกัน เช่น อะมิทริปไทลีน หรือฟลูออกซีทีน ทุกวันติดต่อกันนาน 1 – 3 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ภาวะแทรกซ้อน&lt;br /&gt;โรคนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงแต่อย่างใด นอกจากทำให้วิตกกังวล ไม่สุขสบาย และอาจสิ้นเปลืองเงินทองและเวลาในการแสงหาบริการ ซึ่งผู้ป่วยและญาติมักคิดว่าเป็นโรคร้ายแรง จึงย้ายโรงพยาบาลที่รักษาไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· การดำเนินโรค&lt;br /&gt;อาการปวดแต่ละครั้งจะเป็นนานเป็นชั่วโมง ๆ จนเป็นสัปดาห์ หรือแรมเดือน เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็มักจะทุเลาไปได้ แต่เมื่อขาดการักษา และมีสิ่งกระตุ้นก็อาจกำเริบได้อีก จึงมักจะเป็น ๆ หาย ๆ ได้บ่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· ความชุก&lt;br /&gt;โรคนี้พบได้บ่อย คือ ประมาณร้อยละ 80 -90 ของผู้ที่ปวดศีรษะจะมีสาเหตุจากโรคนี้&lt;br /&gt;พบได้ในคนทุกวัย เริ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่วัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาว (มีโอกาสน้อยมากที่จะมีอาการครั้งแรกหลังอายุ 50 ปีไปแล้ว) และพบมีอาการกำเริบบ่อยในช่วงอายุ 20 -50 ปี&lt;br /&gt;พบว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายประมาณ 1.5 - 2 เท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการ&lt;br /&gt;ลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตื้อ ๆ หนัก ที่ขมับ หน้าผาก กลางศีรษะ หรือท้ายทองทั้ง 2 ข้าง หรือทั่วศีรษะ หรือปวดรอบศีรษะคล้ายเข็มขัดรัด ต่อเนื่องนานครั้งละ 30 นานถึง 1 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มักจะปวดนานเกิน 24 ชั่วโมง บางคนอาจปวดนานติดต่อกันทุกวัน เป็นสัปดาห์ ๆ หรือเป็นแรมเดือนโดยที่อาการปวดจะเป็นอย่างคงที่ ไม่ปวดรุนแรงขึ้นจากวันแรก ๆ ที่เริ่มเป็น ส่วนมากจะเป็นการปวดตื้อ ๆ หนัก ๆ พอรำคาญหรือรู้สึกไม่สุขสบาย ส่วนมากที่อาจปวดรุนแรงจนเป็นอุปสรรคต่อการทำกิจวัตรประจำวัน&lt;br /&gt;ผู้ป่วยจะไม่มีไข้ ไม่เป็นหวัด ไม่มีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน หรือตาพร่าตาลาย และไม่ปวดมากขึ้นเมื่อถูกแสง เสียง กลิ่น หรือมีการเคลื่อนไหวของร่างกาย&lt;br /&gt;อาการปวดศีรษะอาจเริ่มเป็นตั้งแต่หลังตื่นนอนหรือในช่วงเช้า ๆ บางคนอาจเริ่มปวดตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ หรือหลังจากได้คร่ำเคร่งกับงานมากหรือขณะหิวข้าว หรือมีเรื่องคิดมาก วิตกกังวล มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือนอนไม่หลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดูแลตนเอง&lt;br /&gt;เมื่อมีอาการปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย ควรกินยาพาราเซตามอลบรรเทา 1 – 2 เม็ด นั่งพักนอนพัก ใช้นิ้วบีบนวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ควรไปปรึกษาแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;· มีอาการปวดรุนแรง หรืออาเจียนรุนแรง&lt;br /&gt;· มีอาการปวดมากตอนเช้ามือ จนสะดุ้งตื่น หรือปวดแรงขึ้นและนานขึ้นทุกวัน&lt;br /&gt;· มีอาการเดินเซ แขนขาอ่อนแรง หรือชักกระตุก&lt;br /&gt;· มีอาการตาพร่ามัว และตาแดงร่วมด้วย&lt;br /&gt;· มีอาการปวดศีรษะหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ&lt;br /&gt;· ดูแลตนเอง 2 -3 วันแล้วไม่ดีขึ้น&lt;br /&gt;· มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจที่จะรักษาตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป้องกัน&lt;br /&gt;ผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้กำเริบโดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่าปล่อยให้หิว อย่าคร่ำเคร่งกับงานมากเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้สายตาจนเมื่อยล้า ออกกำลังเป็นประจำ หาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่าง ๆ ถ้าจำเป็นควรกินยาป้องกันตามที่แพทย์แนะนำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Verdana;"&gt;ที่มา : นพ. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-781216698448380371?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/781216698448380371'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/781216698448380371'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/blog-post_9849.html' title='โรคปวดศีรษะ  จากความเครียด (จบ)'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-6777227098085144367</id><published>2009-01-29T14:41:00.000-08:00</published><updated>2009-01-29T14:41:04.343-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไมเกรน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคเครียด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาการปวดศีรษะรุนแรง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคปวดศีรษะ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคทางสมอง'/><title type='text'>โรคปวดศีรษะ  จากความเครียด (1)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรคปวดศีรษะ จากความเครียด&lt;br /&gt;โรคปวดศีรษะจากความเครียด เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของผู้ที่มีอาการปวด ศีรษะ มักจะมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่องนานเป็นวัน ๆ จนถึงเป็นสัปดาห์ หรือเป็นแรมเดือน โดยจะปวดอย่างคงที่ ไม่แรงขึ้นกว่าวันแรก ๆ ที่ปวด จัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่จะเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง&lt;br /&gt;“โรคนี้มีอาการปวดศีรษะ ต่อเนื่องนานเป็นวันๆ จนถึงสัปดาห์”&lt;br /&gt;· ชื่อภาษาไทย โรคปวดศีรษะจากความเครียด โรคปวดศีรษะแบบตึงเครียด&lt;br /&gt;· ชื่อภาษาอังกฤษ Tension-type headache (TTH), Tension headach, Muscle contraction hedache, Psychogenic headache&lt;br /&gt;· สาเหตุ&lt;br /&gt;อาการปวดศีรษะของผู้ป่วยโรคนี้เป็นผลมาจากมีการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและใบหน้า ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุและกลไกของการเกิดโรคอย่างแน่ชัด สันนิษฐานว่าเกิดจากสิ่งเร้ากระตุ้นที่กล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณรอบกะโหลกศีรษะ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของประสาทขึ้นตรงประสาทส่วนกลาง (อาจเป็นส่วนของไขสันหลัง หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ที่เลี้ยงบริเวณศีรษะและใบหน้า) แล้วส่งผลกลับมาที่กล้ามเนื้อรอบกะโหลกศีรษะ ทำให้เกิดการเกร็งตัว ตึงตัวของกล้ามเนื้อดังกล่าว รวมทั้งอาจมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมี เช่น เอนดอร์ฟิน ซีโรโทนนิน ) ในเนื้อเยื่อดังกล่าว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่มักพบว่ามีสาเหตุกระตุ้น อดนอน ตาล้าตาเพลีย (จากใช้สายตามากเกิน)&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ยังพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีโรควิตกกังวลซึมเศร้า ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือการปรับตัว บางครั้งอาจพบร่วมกับโรคปวดศีรษะไมเกรน&lt;br /&gt;· การแยกโรค&lt;br /&gt;อาการปวดศีรษะที่เป็นต่อเนื่องกันเป็นวัน ๆ ขึ้นไป ควรแยกออกจากสาเหตุอื่น เช่น&lt;br /&gt;1. ไมเกรน&lt;br /&gt;ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตุบ ๆ ที่ขมับข้างเดียว (ส่วนน้อยเป็นพร้อมกัน 2 ข้าง ) คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า นาน 4 -72 ชั่วโมง มักจะเป็น ๆ หาย ทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ มักจะเกิดจากสิ่งกระตุ้น เช่น แสง เสียง กลิ่น อดนอน อดข้าว อากาศร้อนหรือเย็นจัด อาหารบางชนิด เหล้า ผงชูรส โดยมากจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะจากความเครียดร่วมด้วย&lt;br /&gt;2. เนื้องอกสมอง&lt;br /&gt;ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดมากเวลาตื่นนอนตอนเช้า พอตอนเช้า พอสาย ๆ ก็ทุเลาไป ไม่ปวดต่อเนื่องทั้งวันอาการดังกล่าวจะเป็นแรงขึ้นทุกวันจนผู้ป่วยต้องสะดุ้ง ตื่นตอนเช้ามืดเพราะรู้สึกปวด และจะปวดนานขึ้นทุกวันจนในที่สุดจะปวดตลอดเวลา ซึ่งกินยาแก้ปวดไม่ทุเลาในระยาต่อมาอาจมีอาการอาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง ชัก ความจำเสื่อม บุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิม&lt;br /&gt;3. โรคทางสมองอื่น ๆ&lt;br /&gt;เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและอาเจียน ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ปวด บางคนอาจมีไข้สูง ซึม ชัก ร่วมด้วย&lt;br /&gt;4. ต้อหินชนิดเฉียบพลัน&lt;br /&gt;ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและศีรษะข้างเดียวอย่างรุนแรงและฉับพลันทันที ตาพร่ามัว แสบตาข้างที่ปวดจะมีสิ่งรบกวน ตาแดง ๆ ตรงบริเวณตาขาว (รอบ ๆ ตาดำ) อาการปวดจะเป็นต่อเนื่องเป็นวัน ๆ ซึ่งกินยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-6777227098085144367?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/6777227098085144367'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/6777227098085144367'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/1.html' title='โรคปวดศีรษะ  จากความเครียด (1)'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-7821730350487552100</id><published>2009-01-27T14:40:00.001-08:00</published><updated>2009-01-27T14:40:16.151-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งปอด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะเร็งในช่องปาก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ะเร็งปากมดลูก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สัญญาณเตือนมะเร็ง'/><title type='text'>สัญญาณเตือนมะเร็ง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;สัญญาณเตือนมะเร็ง&lt;br /&gt;มะเร็งเป็นโรคร้ายที่น่าสะพรึงกลัว แต่ถ้าคุณไปพบคุณหมอเร็วเท่าใด จะมีโอกาสหายจากโรคนี้ได้มากขึ้นเท่านั้น อาหารเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายค่ะ&lt;br /&gt;· มะเร็งปากมดลูก ตกขาวมีปริมาณมาก มีกลิ่น สีผิดปกติ หรือมีเลือดปน มีเลือดออกจากช่องคลอดนอกรอบเดือน เจ็บปวดและเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์&lt;br /&gt;· มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ผู้หมดประจำเดือนแล้วกลับมีเลือดออกอีก มีตกขาวมากผิดปกติ โดยเฉพาะวัยหมดประจำเดือนแล้ว&lt;br /&gt;· มะเร็งรังไข่ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเจ็บปวดหลังมีเพศสัมพันธ์ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย แน่นท้อง หรือปวดท้อง น้ำหนักลดและปวดหลัง&lt;br /&gt;· มะเร็งในเม็ดเลือด เหนื่อยง่าย ซีดเซียว มีเลือดออกที่จมูก เหงือก กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ โลหิตจาง ฟกช้ำง่ายติดเชื้อง่าย มีไข้ คลำพบก้อนบวมด้านซ้ายของช่องท้อง&lt;br /&gt;· มะเร็งปอด เจ็บหรือเสียวหน้าอกหายใจลำบาก หอบ ไอเรื้อรัง มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลด&lt;br /&gt;· มะเร็งตับ อาหารไม่ย่อย ท้องอืดแน่นชายโครงขวา เบื่ออาหาร ตาและผิวสีออกเหลือง คลำพบก้อนที่ชายโครงขวา&lt;br /&gt;· มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นเลือดโดยไม่เจ็บปวด ถ่ายปัสสาวะบ่อยแสบ หรือขัดเนื่องจากเลือดที่ออกจับตัวเป็นลิ่ม อาจปวดหลังจากการอุดตันของท่อไต&lt;br /&gt;· มะเร็งสมอง ปวดศีรษะนาน ๆ ร่วมกับอาเจียน ตาพร่า เห็นแสงเขียว ๆ เหลือ ๆ&lt;br /&gt;ลอยไปมา มักอ่อนเพลียหรือเป็นลมกะทันทันมีอาการชาหรือเป็นอัมพาตชั่วคราว&lt;br /&gt;· มะเร็งในช่องปาก มีก้อนบวมในช่องปากหรือลิ้น มีแผลเปื่อยที่ได้ได้รับการรักษาหรือ แผลเรื้อรังที่เหงือกจากการกดทับของฟันปลอม พูดไม่ชัด เจ็บขณะกลืนอาหาร&lt;br /&gt;· มะเร็งในกระเพาะอาหาร น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อาเจียนเป็นเลือด เบื่ออาหาร ท้องอืด อาหารไม่ย่อยบ่อย ๆ อุจจาระเป็นสีดำคล้ำ&lt;br /&gt;· มะเร็งเต้านม มีการเปลี่ยนแปลงของหัวนม มีเลือดหรือของเหลวไหลจากหัวนมบวม มีก้อนบวมใต้รักแร้ อาจมีสิวหรือตุ่มขึ้นเต้านมเป็นเวลานาน&lt;br /&gt;· มะเร็งลำไส้ใหญ่ น้ำหนักลด ปวดท้องมาก และระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดสีคล้ำปนกับอุจจาระ (เลือดจากอาการริดสีดวงทวารจะมีสีแดงสด)&lt;br /&gt;· มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีก้อนบวมที่ใต้รักแร้หรือขาหนีบ มีแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษา ไฝหรือหูดมีรูปร่างหรือสีเปลี่ยนไปและโตขึ้น&lt;br /&gt;· มะเร็งต่อมลูกหมาก ปัสสาวะขัดไม่พุ่งต้องปัสสาวะบ่อย ๆ ขณะมีเพศสัมพันธ์ อาจรู้สึกปวดเมื่อถึงจุดสุดยอด อวัยวะเพศแข็งตัวลำบาก มีเลือดปนในน้ำอสุจิและปัสสาวะ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-7821730350487552100?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/7821730350487552100'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/7821730350487552100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/blog-post_27.html' title='สัญญาณเตือนมะเร็ง'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-676011213622270117</id><published>2009-01-09T01:38:00.000-08:00</published><updated>2009-01-09T01:38:00.210-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารลดอาการปวดไมเกรน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปวดศีรษะไมเกรนบำบัดได้'/><title type='text'>ปวดศีรษะไมเกรนบำบัดได้</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ปวดศีรษะไมเกรนบำบัดได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;หลายคนมีอาการปวดศีรษะไมเกรน อาการนี้เป็นแบบเรื้อรัง รักษายาก กินยา เปลี่ยนยาสารพัด แต่ก็ไม่หายขาด ที่จริง ...คนที่เป็นไมเกรนส่วนหนึ่ง คุณสามารถรักษาได้ด้วยตนเอง ดังนั้น ...ถ้าอยากจะหายจากไมเกรนเชิญทางนี้ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า อาการปวดศีรษะไมเกรนเกิดจาก สภาวะที่หลอดเลือดเลี้ยงหนังศีรษะขยายตัว ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น แต่เจ้ากรรมที่เจ้าตัวเกิดทนกับสภาพที่เลือดไหลขึ้นศีรษะมาก ๆ ไม่ได้ การที่เลือดมันฉีดมาเป็นระยะ ก็เลยทำให้รู้สึกปวดศีรษะตุ๊บ ๆ ทีนี้แหละกล้ามเนื้อที่กะโหลกศีรษะก็เกิดอาการเกร็งตัว แล้วยิ่งทำให้อาการปวดเพิ่มมากขึ้น ถ้าปวดมาก ๆ ก็ตาลาย อาเจียน ฯลฯ ใครเคยเป็นก็จะรู้ดีว่ามันทรมานแค่ไหนวิธีที่จะทำให้ตัวเองหายจากไมเกรน ให้ทำดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลิกกินกาแฟอย่างเด็ดขาด เพราะเมื่อกินกาแฟเข้าไป หลอดเลือดที่หนังศีรษะจะหดตัว เมื่อใดไม่ได้กินกาแฟ หลอดเลือดของคุณจะกลับมามีขนาดปกติ ซึ่งแสดงว่ามันขยายตัวมากกว่าตอนกินกาแฟ แล้วตอนนี้แหละร่างกายของคุณที่ชินกับขนาดของหลอดเลือดเล็ก ๆ จากผลของคาเฟอีนก็จะทนไม่ได้ แล้วเกิดอาการปวดศีรษะถ้าจะงดกาแฟก็ต้องงดคาเฟอีนแบบอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ชาจีน ชาเขียว เครื่องดื่มประเภทมอลต์ น้ำอัดลมน้ำดำ และเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลายด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นวดหน้าและนวดหนังศีรษะเวลาปวด โดยเฉพาะที่ขมับ ให้เอานิ้วหัวแม่มือกดขมับแล้วกดนวดลงไปออกแรงให้พอเหมาะ นวดวนอยู่เช่นนั้น 10-20 ครั้งจากนั้นนวดหนังศีรษะโดยเอานิ้วมือขยี้หนังศีรษะเช่นเดียวกับตอนที่คุณกำลังจะสระผม จากนั้นใช้ทั้งมือกำผมดึงขึ้นมาจากหนังศีรษะให้เส้นผมตึง เปลี่ยนที่ขยี้ไปเรื่อย ๆ จนทั่วทั้งหนังศีรษะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช้รัตนชาติช่วยบำบัด แนะนำให้ใช้ลาปีส ซึ่งมีสีน้ำเงิน วางลงไปตรงตำแหน่งที่ปวดศีรษะ เพราะลาปีสสามารถทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวอยู่หดตัวลงได้ ให้วางลาปีส ไว้นานประมาณ 10 นาที แล้วเอาออก&lt;br /&gt;มีอาหารบางอย่างที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน : แนะนำให้กินปลา และสัตว์น้ำเป็นประจำ จะทำให้คุณสามารถทนปวดกับอาการที่เลือดไหลขึ้นไปเลี้ยงหนังศีรษะได้มากขึ้น กินกระเทียมสดให้มากขึ้น กินใบบัวบก เพราะมันมีฤทธิ์สงบประสาท ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หาวิธีคลายเครียด เพราะหากเครียด กล้ามเนื้อ ที่หนังศีรษะเกร็งตัวขึ้นมา อาการก็จะปวดมากขึ้น&lt;br /&gt;นอนให้พอ อย่างน้อย ๆ คนเป็นไมเกรนควรจะต้องนอนวันละ 8 ชั่วโมง -ย้ำว่า 8 ชั่วโมง -ห้ามอดนอนเป็นนกฮูกอย่างเด็ดขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมนูวันนี้เป็นเมนูแนะนำสำหรับคนที่เป็นไมเกรน เพื่อจะช่วยสงบประสาท และลดอาการปวดลงได้ ในระหว่างรักษาตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาแฟสมุนไพร&lt;br /&gt;เครื่องปรุงเมล็ดชุมเห็ดไทย 100 กรัม/เมล็ดข้าวโพดแห้ง 50 กรัม/เม็ดมะขาม 20 เม็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีทำเอากระทะตั้งไฟ คั่วเม็ดมะขามด้วยไฟอ่อน ๆ ก่อนจนหอมและสุกดี แล้วเอาออกจากกระทะมาแกะเปลือกออกแล้วโขลกให้เม็ดมันแตกออก เป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นจึงใส่เมล็ดข้าวโพดกับชุมเห็ดไทยลงไปในกระทะคั่วรวมกันโดยใช้ไฟอ่อน ๆ ตลอดเวลา จนหอมและแห้งดีแล้ว จึงนำไปบดด้วยโม่ไฟฟ้าก็ได้ จะโขลกให้เมล็ดของมันพอแตกก็ได้ จากนั้นนำไปผสมกับเม็ดมะขาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อต้องการใช้ให้ตักมา 1 ช้อนโต๊ะ แล้วต้มกับน้ำ 3 ถ้วย หลังจากน้ำเดือดแล้ว ให้เคี่ยวนานสัก 10 นาที กรองเอากากออกแล้วดื่มแทนกาแฟได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุกลิ่นของกาแฟสมุนไพรถ้วยนี้จะเหมือนกับกาแฟมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ติดกาแฟและต้องการดื่มอะไรเพราะติดเป็นนิสัย กาแฟถ้วยนี้ไม่มีคาเฟอีนจึงสามารถใช้แทนกาแฟธรรมดาได้ดี ในวันที่ต้องเลิกกาแฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อดีอีกประการหนึ่งของกาแฟถ้วยนี้คือ เมล็ดชุมเห็ดไทยมีฤทธิ์ในเชิงสงบประสาท จะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะในระหว่างการอดกาแฟได้ดีทีเดียวหาซื้อเมล็ดชุมเห็ดไทยได้ตามร้านขายยาสมุนไพรไทยทั่วไป ราคาไม่แพงเลยตกกิโลกรัมละประมาณ 25 บาทเท่านั้นข้อมูลโดย : พญ.ลลิตา ธีระสิริ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.sanook.com/"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;sanook.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-676011213622270117?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/676011213622270117'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/676011213622270117'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/blog-post_09.html' title='ปวดศีรษะไมเกรนบำบัดได้'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-1681491434262232726</id><published>2009-01-08T01:07:00.000-08:00</published><updated>2009-01-08T01:07:07.739-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กินปลาป้องกันโรคหัวใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กรดไขมัน Omega-3ลดอาการโรคหัวใจ'/><title type='text'>กินปลาป้องกันโรคหัวใจ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;กินปลาป้องกันโรคหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับต้น ๆ ของทั้งประชาชนคนไทยและของโลกทีเดียว และจากข้อมูลทางสถิติของประเทศในสหรัฐอมเริกาพบว่า ประชาชนกว่า 2 ล้านคนมีปัญหาเกี่ยวกับ โรคหัวใจ และหลอดเลือดซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง ทั้งนี้การเกิดปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดอาจจะส่งผลให้ปัญหาระบบการหายใจ ทำให้ต้องหายใจถี่ ๆ และหอบ ส่งผลทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายงานวิจัยของนายแพทย์ Dariush Mozaffarian จากโรงพยาบาล Brigham and Women's มหาวิทยาลัย Harvard Medical School ในเมืองบอสตัน ที่ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาวิจัยผลดีของการรับประทานปลาอบหรือย่างจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายงานดังกล่าวได้พูดถึงประโยชน์ของการรับประทานปลา ว่าสามารถลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความผิดปกติของ หัวใจ และหลอดเลือด รวมทั้งการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ ทั้งนี้ก็ควรอย่างยิ่งที่จะรับประทานปลาในรูปแบบอบหรือย่าง ไม่ใช่การทอด เพราะการทอดจะไปเพิ่มปริมาณไขมันในอาหารให้เพิ่มสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก หัวใจ ที่มี 4 ห้อง แทนที่ 2 ห้องล่างซึ่งมีหน้าที่บีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปจะทำงานอย่างปกติก็อาจจะทำไม่ได้เนื่องจากอาจมีการอุดตันในหลอดเลือดเกิดขึ้นได้ และเหตุการณ์แบบนี้ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ได้ถึง 15-20%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณหมอได้ทำการศึกษาในคน 4,815 คนที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไปตั้งแต่ปี 1989 โดยคุณหมอจะพยายามเฝ้าสังเกตและสอบถามเกี่ยวกับการรับประทานอาหารของคนต่าง ๆ เหล่านี้ พบว่า คนที่รับประทานปลาที่ปรุงด้วยการย่างหรืออบบ่อย ๆ จะมีโอกาสที่จะมีปัญหาของโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดน้อยกว่า และยังพบอีกว่าคนที่รับประทาน 1-4 ต่อสัปดาห์ ก็จะลดความเสี่ยงได้มากถึง 28% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่รับประทานน้อยกว่าเดือนละครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณหมอได้กล่าวต่ออีกว่าเหตุดังกล่าวน่าจะเป็นผลมาจากกรดไขมัน Omega-3 ที่มีมากในปลานั่นเอง ทั้งนี้กรดไขมันดังกล่าวนอกจากจะพบในปลาแล้วยังจะพบได้ในอาหารอื่นๆ เช่น wall nut ผักใบเขียว ซึ่งเจ้ากรดไขมัน Omega-3 นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่านั้น มันยังช่วยบำรุงสมองให้มีการพัฒนาและทำงานได้ดีอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.munjai.com/"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;munjai.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-1681491434262232726?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1681491434262232726'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/1681491434262232726'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/blog-post_08.html' title='กินปลาป้องกันโรคหัวใจ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-8686386484646501674</id><published>2009-01-07T01:00:00.000-08:00</published><updated>2009-01-07T01:00:10.319-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คนวัยทอง ระวังโรครุม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผู้ชายนั้นจะสั้นกว่าผู้หญิง'/><title type='text'>คน "วัยทอง" ระวังโรครุม</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;คน "วัยทอง" ระวังโรครุม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ประธานชมรมคุณภาพชีวิตวัยทอง"น.พ.นันศักดิ์ ศุกระฤกษ์?เผยผู้บริหารวัยล่วงเลยเข้าสู่วัยทอง ตัดสินใจสั่งการล่าช้า ก่อตัวไปมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานและครอบครัวที่บ้าน จนเกิดความเครียดสะสม ส่งผลให้การทำงานขาดประสิทธิภาพ เสี่ยง 10 โรคร้ายรุมเร้า ต้นเหตุทำให้อายุสั้นกว่าผู้หญิงถึง 5 ปี แนะควรไปหาหมอตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน หากเข้าใจและยอมรับตัวเอง รวมทั้งคนใกล้ชิด ดูแลเอาใจใส่ด้วยความห่วงใยอย่างดีเยี่ยม หรือโด๊ปฮอร์โมนเพศชายเสริม จะขจัดปัญหาให้หมดไปได้เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.พ.พันศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ประธานชมรมคุณภาพ ชีวิตวัยทอง ได้กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "สมองใส วัยทอง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนกลุ่มวัยทองทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะคนทำงานระดับผู้บริหารหรือหัวหน้างานช่วงอายุตั้งแต่ 40-60 ปี จะมีความเครียดสะสม อารมณ์ สมาธิ ความจำและการตัดสินใจล่าช้าผิดพลาด มักมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ส่งผลให้การทำงานขาดประสิทธิภาพ และจะเกิดปัญหาครอบครัวตามมา สาเหตุที่สำคัญเกิดมาจากภาวะฮอร์โมนบกพร่อง"วัยทองเป็นวัยหนึ่งของชีวิตที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ รวมทั้งการปรับตัวเข้ากับสังคม เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน ที่ควบคุมการทำงานในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เกิดได้ทั้งในหญิงและชายวัยทอง ในผู้หญิงเรียกกันว่าเป็นช่วง "เลือดจะไปลมจะมา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนในผู้ชายเรียกว่า ชายวัยทอง หรือ (PADAM) ซึ่งจะเกิดอาการ อารมณ์ปรวนแปร รู้สึกซึมเศร้า เหงา ไม่สนุกสนานรื่นเริง มองโลกในแง่ร้าย โกรธฉุนเฉียวง่าย อะไรที่เคยทนได้ก็จะทนไม่ได้ นอนไม่หลับหรือนอนแล้วตื่นง่าย ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการบริหารงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานของตนเอง การสั่งการ การตัดสินใจ โดยเป็นปัญหาที่พบมากในกลุ่มเจ้าของกิจการ ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรต่าง ๆ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อปัญหาครอบครัวตามมาด้วย เพราะว่าเมื่อเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวทำอะไรไม่ได้ดังใจแล้ว อาจจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างสามีกับภรรยา ถ้าเป็นคนโสดจะมีปฏิกิริยากับคนรอบข้าง ทำให้เกิดภาวะเครียดทางด้านร่างกายและ จิตใจสะสมอย่างต่อเนื่อง" น.พ.พันศักดิ์ กล่าว ประธานชมรมคุณภาพชีวิตวัยทอง กล่าวต่อว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ หากคนวัยทองมีความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของชีวิต รู้ว่าผู้หญิงในวัยนี้จะมีภาวะขาดฮอร์โมนเพศหญิง เพราะรังไข่จะทำงานน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้นรังไข่จะหยุดทำงานและฮอร์โมนเพศหญิงจะหมดไปจนทำให้เกิดภาวะต่าง ๆ ตามมา ส่วนฝ่ายชายแม้ว่าฮอร์โมนจะไม่หมดไปเลยเหมือนผู้หญิง แต่หลังจากอายุ 40 ปี ไปแล้ว ระดับฮอร์โมนเพศชายจะผลิตน้อยลงทุกวัน ๆ และหากฮอร์โมน เพศชายต่ำกว่าค่าสูงสุดที่ควรจะเป็นเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ หรือบางคนอาจ 20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเกิดอาการต่าง ๆ เช่นเดียวกับผู้หญิง แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะเข้าใจว่าผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นวัยทอง ผู้ชายจึงไม่ไปพบแพทย์ จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้พบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ชายนั้นจะสั้นกว่าผู้หญิง 5 ปี โดยผู้ชายจะเสียชีวิตเร็วกว่าด้วยโรคต่าง ๆ ที่เป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลเนื่องมาจากภาวบกพร่องของฮอร์โมนเพศชาย โรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการพร่องฮอร์โมนเพศชาย อาทิ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สมองเสื่อม ความจำเสื่อม เครียด นอนไม่หลับ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคต่อมลูกหมาก และโรคกระดูกพรุน แต่สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องรอให้เกิดโรคก่อนและต้องกินยาเป็นประจำสม่ำเสมอ เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจในระบบต่าง ๆ ของร่างกายแล้วทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ทั้งเสริมหรือเติมแต่งให้อยู่ในสมรรถภาพที่ดี โดยได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ก็จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี การปฏิบัติงานสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนร่วมงาน คนรอบข้างและคนในครอบครัวก็จะดีขึ้นน.พ.พันศักดิ์ กล่าวอีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้รับรองฮอร์โมนเพศชายชนิดธรรมดาที่เรียกว่า เทสโทสเตอโรน อันเดคาโนเอท ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดรับประทานเข้าสู่กระแสเลือด โดยไม่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ตับ แล้ว สามารถออกฤทธิ์ช่วยเสริมแทนฮอร์โมนเพศชายที่ขาดไปได้ โดยเมื่อคนไข้ได้รับเข้าไปแล้ว ทุกอย่างที่เคยเสียไปก็จะกลับมากระฉับกระเฉง แข็งแรง อารมณ์ดี สดใสขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม คนรอบข้างควรเข้าใจธรรมชาติของคนวัยทอง ที่มักมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว เครียด ซึ่งบางครั้งบางคราวก็ไม่รู้ตัว แต่ผู้หญิงกับผู้ชายจะมีปฏิกิริยาแสดงอารมณ์เครียดที่แตกต่างกัน คือผู้ชายจะเข้าถ้ำ ผู้หญิงชอบพรรณนา เนื่องจากเวลาเครียดผู้ชายจะนั่งซึม ทำตัวหงอย ไม่ยอมพูดยอมจา และคิดอะไรในทางที่ไม่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผู้หญิงมักจะพูดตลอดเวลา ทำให้เวลาเครียดผู้หญิงจะพูดมาก ส่วนผู้ชายไม่อยากพูด จึงเกิดการทะเลาะ เบาะแว้งทั้งที่ทำงานและที่บ้านประธานชมรมคุณภาพชีวิตวัยทอง กล่าวด้วยว่า วิธีช่วยคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะผู้ชายวัยทอง คนรอบข้างสามารถสังเกตได้จากอาการที่เริ่มเปลี่ยน แปลงไป จากไม่เคยหงุดหงิด ก็จะเริ่มหงุดหงิด เคยพูดเล่นด้วยก็ไม่ได้ เริ่มทำงานไม่กระฉับกระเฉง เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ ถ้าเห็นอาการเหล่านี้ อาจลองชักจูงให้ไปตรวจสุขภาพ เพื่อให้หมอตรวจเช็กเลือด ดูระดับฮอร์โมนที่ขาด หรือสามารถทดสอบด้วยตัวเองได้ตามร้านขายยา เพื่อตรวจสอบดูว่าอยู่ในภาวะชายพกพร่องฮอร์โมนหรือไม่ และถ้าผู้ชายกลุ่มนี้มีความเข้าใจและยอมรับก็จะไปพบกับแพทย์ต่อไป แต่หากยังไม่ยอมรับ คนใกล้ชิดต้องให้ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้คำพูดทางบวกด้วยวิธีที่นิ่มนวลเชิงห่วงใย ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับชายวัยทองได้..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : sanook.com&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-8686386484646501674?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8686386484646501674'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8686386484646501674'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/blog-post_07.html' title='คน &quot;วัยทอง&quot; ระวังโรครุม'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-2358728125479062240</id><published>2009-01-06T00:35:00.000-08:00</published><updated>2009-01-06T00:35:05.308-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความดันต้นเหตุของโรคต่าง ๆ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หญิง 13 -59 เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง'/><title type='text'>หญิง 13 -59 เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;หญิง 13 -59 เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า องค์การอนามัยโลก และองค์การยูเนสโก กำหนดให้วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนกันยายนของทุกปี เป็นวัน "หัวใจโลก" และกำหนดให้ประเทศสมาชิกทั่วโลก 194 ประเทศ รณรงค์ในหัวข้อ ?ผู้หญิงกับโรคหัวใจอัมพาต?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ โรคที่เป็นสาเหตุ และมีความเสี่ยงสำคัญที่สุด ทำให้เกิดโรคหัวใจ และอัมพาต อันดับ 1. ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นผลมาจาก การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง รสเค็ม โดยขณะนี้ มีประชากรโลกกว่า 600 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 10 ของประชากรโลกทั้งหมด กำลังถูกโรคนี้คุกคาม โดย 420 ล้านคน อยู่ในประเทศที่มีฐานะยากจน ถึงปานกลางสำหรับประเทศไทย พบว่าในรอบ 20 ปี โรคความดันโลหิตสูงมีอัตราเพิ่มขึ้น 6?17 เท่าตัว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โดยผลการสำรวจ การวัดความดันโลหิตล่าสุดในปี 2542 พบประชาชนไทย มีความดันโลหิตสูงผิดปกติประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งน่าห่วงมาก สำหรับผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 13?59 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดประมาณ 20 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงกว่าชาย เนื่องจากมีปัญหาอ้วนมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่าตัว และออกกำลังกายน้อยกว่าผู้ชาย ถึงร้อยละ 12 &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;จากการวิเคราะห์ ภาระโรคจากการตาย และป่วยของผู้หญิงไทย พบว่าสาเหตุของการป่วย และการตายอันดับหนึ่ง มาจากโรคอัมพาต พบได้ทุก 2 ใน 10 คน รองลงมาได้แก่ เบาหวาน และหัวใจขาดเลือด สำหรับกิจกรรม เนื่องใน วันหัวใจโลก กระทรวงสาธารณสุข กำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์พร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22?28 กันยายน 2546 โดยให้สถานพยาบาลในสังกัดว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เปิดให้บริการตรวจวัดความดันโลหิต การตรวจน้ำตาลในเลือดแก่ประชาชน อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เพื่อทำการคัดกรองผู้ที่เป็นโรคนี้ แต่อาจยังไม่รู้ตัว เพื่อให้การรักษาป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ บางแห่งอาจมี การทดสอบสมรรถภาพทางกาย ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ มีการจัดประกวดเมนูอาหารไขมันต่ำ การประกวดเต้นแอโรบิกของชมรมออกกำลังกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : mcot&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-2358728125479062240?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2358728125479062240'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2358728125479062240'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/13-59.html' title='หญิง 13 -59 เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-8429786876098644429</id><published>2009-01-05T00:13:00.000-08:00</published><updated>2009-01-05T00:13:00.829-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ควรจะลดปริมาณสบู่ในฤดูหนาว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคผิวหนังในฤดูหนาว'/><title type='text'>โรคผิวหนังในฤดูหนาว</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรคผิวหนังในฤดูหนาว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ในช่วงฤดูหนาว หลายคนอาจผจญกับปัญหาโรคผิวหนังไม่แตกต่างจากฤดูกาลอื่น ๆ ขณะเดียวกันโรคบางโรคอาจกำเริบมากขึ้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.พ.ญ. พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้เป็นหวัดง่ายภูมิคุ้มกันลดลง อาจทำให้เป็นโรค&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เริม หรือ งูสวัด หรือประสบปัญหา ผิวแห้ง และรังแค รุนแรงขึ้นเริม เป็นเชื้อไวรัสกลุ่มเฮอร์ปีส์ ติดต่อทางระบบหายใจในเด็กซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันเมื่อได้รับเชื้อจะมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและมีตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก กระจายรอบปาก และภายในช่องปาก ร่างกายจะสร้างภูมิและทำลายไวรัสได้เอง แผลจะหายได้ใน 2 สัปดาห์ ในบางรายเชื้อเริมบางส่วนจะหลบเข้าในปมประสาทขนาดเล็กบริเวณริมฝีปาก ในวัยผู้ใหญ่เมื่อภูมิไวรัสเริมต่ำลงเชื้อที่แอบแฝงจะออกมาทำลายผิวหนังใกล้ปมประสาท พบเป็นกลุ่มของตุ่มใส 5-10 ตุ่ม บริเวณมุมปาก หรือริมฝีปาก โดยมีการเป็นซ้ำเมื่อภูมิคุ้มกันต่ำลงเป็นระยะ ๆ ตลอดชีวิต การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะช่วยให้ภูมิร่างกายปกติ แต่ถ้าเป็นเริมก็ไม่ต้องวิตกกังวลผื่นจะทุเลาได้เองภายใน 1 สัปดาห์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;งูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสสุกใส เป็นเชื้อกลุ่มเฮอร์ปีส์ ติดต่อทางระบบหายใจ การติดเชื้อสุกใสครั้งแรกในวัยเด็กจะมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต และตุ่มใสกระจายทั่วตัว ร่างกายจะสร้างภูมิขึ้น ผื่นหายเองใน 2 สัปดาห์ แต่ในบางคนเชื้อสุกใสจะหลบเข้าปมประสาทขนาดใหญ่ เมื่อภูมิคุ้มกันโรคสุกใสลดลงในวัยกลางคน หรือวัยสูงอายุ ไวรัสที่แฝงอยู่จะก่อให้เกิดอาการไข้และปวดรุนแรงตามแนวยาวของปมประสาท จะพบเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสเป็นแนวด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย งูสวัดจะหายสนิทใน 2 สัปดาห์ ไม่เกิดซ้ำเหมือนเริม ยกเว้นในรายที่มีภูมิต้านต่ำด้วยสาเหตุอื่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผิวแห้ง เซลล์ผิวหนังจะสร้างสารเคราติน อัดแน่นเป็นแผ่นบางใสในชั้นนอกสุด เรียกว่า หนังขี้ไคล ช่วยป้องกันการดูดซึมของสารเข้าสู่ร่างกาย ลดอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตและป้องกันการระเหยของน้ำจากผิวหนัง แผ่นบางใสของหนังขี้ไคลจะมีรูขนาดเล็กเพื่อให้น้ำมันหล่อเลี้ยงผิวซึ่งร่างกายสร้างจากเซลล์ผิวหนังหรือจากต่อมไขมันสร้างออกมาเคลือบผิวชั้นขี้ไคลอีกชั้น น้ำมันหล่อเลี้ยงผิวเป็นส่วนผสมของน้ำมันหลายชนิด สารเพิ่มความ ชุ่มชื้น เกลือแร่และน้ำ ผิวแต่ละบุคคลจะสร้างน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวให้เหมาะสมแตกต่างกัน ในคนซึ่งผิวหนังธรรมดาปกติ การล้างมากเกิน ผิวก็จะแห้งและเกิดอาการคันได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ในผู้ป่วยภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นผื่นแพ้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจะมีอาการคันร่วมด้วย โรคนี้มีผิวแห้งร่วมด้วย ดังนั้นเมื่ออากาศหนาวผิวจะยิ่งแห้ง อาการคันจึงรุนแรงมากขึ้น การเกาจะทำให้เกิดรอยแผลติดเชื้อตามมา ดังนั้น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ในผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้ครีมทาผิวให้ชุ่มชื้น เพื่อป้องกันการกำเริบของผื่น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ในคนผิวปกติมีการสร้างหนังขี้ไคลและน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวอย่างสมดุล การอาบน้ำเพียงเพื่อกำจัดขี้ไคลที่เกาะกับสิ่งสกปรกฝุ่นละอองหรือเครื่องสำอางออกควรเหลือน้ำมันหล่อเลี้ยงไว้เพื่อไม่ให้ผิวแห้ง หลังการชำระล้างที่ เหมาะสม ถ้าสภาพผิวอยู่ในสภาพปกติก็ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมทาผิวเพิ่มแต่ถ้าผิวแห้งการใช้ครีมทาผิวควรใช้แต่พอควร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ฤดูหนาวอากาศแห้ง ลมแรง ผิวอาจแห้งได้ ควรจะลดปริมาณสบู่ อย่าอาบน้ำอุ่นจัด หรืออาบนานเกินควร เพื่อรักษาน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวไว้ให้มากที่สุด เพราะในน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวนอกจากมีน้ำมันสารเพิ่มความชุ่มชื้นซึ่งสร้างเฉพาะตัวยังมีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราซึ่งเป็นมิตรกับเราช่วยป้องกันเชื้อโรคร้ายแรงอื่นไม่ให้เข้ามาในชั้นผิวหนัง ดังนั้นการชำระล้างมากเกินไป นอกจากผิวแห้งจากการสูญเสียน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวแล้ว การชำระล้างยังทำลายเกาะภูมิคุ้มกันของผิวหนังด้วย ควรสวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้สม่ำเสมอ และยังช่วยป้องกันการระเหยของน้ำออกจากผิว ช่วยป้องกันลมและแสงแดด ถ้าผิวยังคงแห้งอยู่ ควรใช้น้ำมันมะกอกและวาสลินเจลลี่ทาเพิ่มความชุ่มชื้น แต่บางท่านอาจไม่ชอบเพราะเหนอะหนะ ก็อาจใช้ครีมซึ่งมีจำหน่ายทั่วไป &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผิวแห้งบริเวณริมฝีปากอาจแตกเป็นร่องควรใช้วาสลินเจลลี่ทาบ่อย ๆ และลดปริมาณของยาสีฟันจะช่วยให้ริมฝีปากดีขึ้น ส่วนปัญหาเท้าแตกจะเป็นรุนแรงขึ้นควรทาวาสลินเจลลี่ หรือครีมผสมยูเรีย หรือซาลิซาลิก การใส่รองเท้าหรือถุงเท้าหุ้มจะช่วยให้ผิวแห้งลดลง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;รังแค มีหลายท่านจะเกิดรังแคเฉพาะในฤดูหนาว ถ้ามีผื่นรังแคอยู่เดิมก็อาจมีอาการมากขึ้น เพราะผิวหนังแห้งจากอากาศแห้งและจากสมดุลของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราของผิวหนังอาจปรวนแปรไปในฤดูหนาวทำให้รังแคกำเริบ จึงแนะนำให้ใช้ยาสระผมชนิดรักษารังแค ไม่ควรสระผมบ่อยเพราะผิวจะแห้งมากขึ้น เมื่อรังแคหายก็ควรกลับมาใช้ยาสระผมธรรมดา อย่าใช้แชมพูรักษารังแคเพื่อป้องกันอาการรังแค เพราะเชื้อราชนิดนี้จะพบในภาวะปกติ การรักษาก็เพียงปรับปริมาณเชื้อให้กลับสู่สมดุลเท่านั้น ในบางรายผื่นรังแคอาจเป็นลามออกนอกหนังศีรษะที่บริเวณไรผม คิ้ว ข้างจมูก หลังใบหู รูหู หนวดและเครา ยาทาเชื้อราจะช่วยให้ผื่นทุเลา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : woman.sanook.com&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-8429786876098644429?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8429786876098644429'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/8429786876098644429'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/blog-post_05.html' title='โรคผิวหนังในฤดูหนาว'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-2518559029308477779</id><published>2009-01-04T00:22:00.000-08:00</published><updated>2009-01-04T00:22:00.242-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารที่ผู้เป็นอัมพาตควรงด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สาเหตุของอัมพาต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อัมพาต กับ ผู้สูงอายุ'/><title type='text'>อัมพาต กับ ผู้สูงอายุ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อัมพาตคืออะไร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบันที่คนเรามีอายุยืนขึ้น เนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น  การที่เรามีการดูแลสุขภาพร่างกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนที่เพียงพอและการรับประทาน อาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นต้นในทางตรงกันข้าม  ถ้าเราละเลยสิ่งเหล่านี้ เช่น นอนดึก  สูบบุหรี่จัด  ดื่มแอลกอฮอลเป็นประจำทำให้เกิดเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆได้  เช่น  เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ  โรคตับและในบรรดาโรคต่างๆเหล่านี้  โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคหนึ่งที่ไม่เพียงมีผลต่อผู้ป่วยเอง แต่ยังมีผลกระทบ อย่างมากต่อญาติของผู้ป่วยด้วย  ทั้งในแง่เวลา  ค่ารักษาพยาบาล และการขาดรายได้ของญาติที่ต้องคอยพาผู้ป่วยมาหาแพทย์ ดังนั้นโรคอัมพาตจึงมีผลกระทบอย่างมาก ต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    อัมพาต(Stroke) เป็นคำที่ใช้เรียกอาการอ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกาย หรือครึ่งท่อนล่างของร่างกาย ที่มีสาเหตุจากโรค หลอดเลือดสมอง หรือ ไขสันหลัง ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรือแตกก็ได้&lt;br /&gt;องค์การอนามัยโลก(World Health Organization;WHO)ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เป็นอาการที่เกิดอย่างปัจจุบันทันทีต่อการทำงานของสมองบางส่วน หรือทั้งหมด&lt;br /&gt;โดยที่อาการนั้นเป็นอยู่นานเกิน 24ชม. หรือทำให้สูญเสียชีวิต ซึ่งมีสาเหตุมาจาก โรคของหลอดเลือดเท่านั้น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า "อัมพาต"  เรามักจะหมายถึงอาการอ่อนแรงจนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลยส่วนคำว่า "อัมพฤกษ์" เราหมายถึงอาการอ่อนแรงที่ผู้ป่วยยังพอขยับร่างกายส่วนนั้นได้บ้าง  โดยทั่วไป เรามักจะนึกว่า อัมพาต  อัมพฤกษ์  จะต้องมีอาการอ่อนแรงเสมอ  แต่โดยความเป็นจริงแล้ว การที่มีอาการชา  หรือมีความรู้สึกลดน้อยลงครึ่งซีก ทั้งในแง่การรับรู้สัมผัส  ความเจ็บปวด  ความรู้สึกร้อนหรือเย็น  ที่ลดลงก็เกิดจากโรคหลอดเลือดสมองได้ทั้งสิ้น อาการจะต้องเกิดในทันทีทันใด เช่น ตื่นนอนเช้า ขณะกำลังทำงาน  หรือ กำลังทำกิจวัตรต่างๆ แล้วมีอาการชา หรืออ่อนแรง ในบางคนอาจจะมีอาการเตือนมาก่อน เช่น มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก  ตาข้างหนึ่งข้างใดมองไม่เห็นชั่วระยะเวลาสั้นๆ แค่เป็นนาที หรือเป็น ชม. แล้วอาการดีขึ้นเป็นปกติ  ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการเตือนแล้วรีบมาพบแพทย์ก็จะมีประโยชน์ในแง่ของ การป้องกัน การเกิดอัมพาต อัมพฤกษ์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;/span&gt;&lt;a name="อัมพาตพบในผู้สูงอายุบ่อยแค่ไหน"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อัมพาตพบในผู้สูงอายุบ่อยแค่ไหน จากการศึกษาของต่างประเทศพบว่า  อัมพาตจะพบมากขึ้นตามอายุทั้งเพศชายและหญิง เช่น&lt;br /&gt;อายุ 45-54ปี  พบอัมพาต  ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 1000ราย&lt;br /&gt;อายุ 56-64ปี   พบอัมพาต  ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 100 ราย&lt;br /&gt;อายุ 75-84 ปี   พบอัมพาต  ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 50ราย&lt;br /&gt;อายุ มากกว่า 85 ปี พบอัมพาต  ประมาณ 1 ต่อ ประชากร 30 ราย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ชาย มีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง ในช่วงอายุ 45-64 ปี แต่ถ้าอายุมากกว่า 65 ปีแล้ว โอกาสในการเกิดอัมพาต จะค่อนข้างเท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="อะไรเป็นสาเหตุของอัมพาต"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อะไรเป็นสาเหตุของอัมพาต&lt;br /&gt;จากการศึกษาพบว่า ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ  หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เบาหวาน สูบบุหรี่การดื่มแอลกอฮอล ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด อัมพาตทั้งสิ้น  เช่น&lt;br /&gt;ผู้ที่มี ความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นอัมพาตมากกว่า คนที่ไม่เป็นประมาณ 2-4 เท่า&lt;br /&gt;ผู้ที่มี โรคหลอดเลือดหัวใจ มีโอกาสเป็นอัมพาตมากกว่า คนไม่เป็นประมาณ 1-3 เท่า&lt;br /&gt; เป็นต้น  ดังนั้น การควบคุม ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="ทำอย่างไรจึงจะป้องกันอัมพาตได้"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ทำอย่างไรจึงจะป้องกันอัมพาตได้&lt;br /&gt;ดังได้กล่าวมาแล้ว  การควบคุมปัจจัยเสี่ยงล้วนสามารถป้องกันการเกิดอัมพาตได้ การป้องกันในระยะที่ยังไม่มีอัมพาตเป็นสิ่งที่แพทย์ สามารถให้คำแนะนำได้&lt;br /&gt;ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 45ปี ขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่จัด  มีประวัติเบาหวานในครอบครัว&lt;br /&gt;จำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต เอ็กซเรย์ปอด  คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเลือดหาระดับน้ำตาล ไขมัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ตลอดจนการตรวจหาเชื้อ ซิฟิลิสในเลือด อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง&lt;br /&gt;จะเป็นการทำให้เราทราบว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ เมื่อพบว่ามีโรคเหล่านี้ตั้งแต่ระยะแรกๆ จะทำให้&lt;br /&gt;การควบคุมและป้องกัน ผลแทรกซ้อนของโรคสามารถทำได้ง่าย      &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีโรคอัมพาตอยู่แล้ว และกำลังรักษาอยู่ สิ่งที่สำคัญก็คือ ทำอย่างไรให้อาการนั้นดีขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดอัมพาตซ้ำ  การควบคุมอาหาร เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่น   ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวาน ควรควบคุม อาหารรสหวานทุกชนิด  เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง  ผลไม้รสหวานทุกชนิด  อาหารจำพวกแป้ง เช่นข้าว  ขนมปัง เป็นต้น  แนะนำให้รับประทานผลไม้จำพวกส้ม หรือมะละกอ   &lt;br /&gt;ส่วนผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง  ถ้ามีไขมัน คลอเรสเตอรอลสูง ควรงดอาหารจำพวก ไข่แดง  ข้าวขาหมู  ข้าวมันไก่ ปลาหมึก หอยนางรม กุ้ง เป็นต้น   แต่ถ้ามีไขมัน ไตรกรีเซอไรด์สูง  ควรงดอาหารจำพวกแป้งดังกล่าวมาแล้ว  นอกจากนี้ควรรับประทานยาและออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ  รวมทั้งหมั่นไปพบแพทย์ เป็นระยะๆ จะช่วยให้อาการเหล่านั้นดีขึ้น และยังป้องกันไม่ให้อัมพาตซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="ผลที่เกิดกับผู้ป่วยอัมพาต"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ผลที่เกิดกับผู้ป่วยอัมพาต ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตในระยะแรกพบว่าจะมีอาการเลวลงได้ถึง 30% ถ้ามีโรคแทรกซ้อน เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ปอดบวม หรือชัก ก็ยิ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นไปอีก ในช่วงเดือนแรก หลังเกิดอาการพบว่ามีอัตราตายถึง 25% และใน 1 ปีมีอัตรา ตายถึง 40%   &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โอกาสที่จะเป็นอัมพาตซ้ำในระยะ 1 เดือนแรกหลังเกิดอัมพาตพบได้ถึง 3-5 %  และ 10% ใน 1 ปี     &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เมื่อเราติดตามผู้ป่วยเหล่านี้ต่อไปจะพบว่า ผู้ป่วยจะไม่สามารถทำงานได้ถึง 50% ซึ่งในจำนวนนี้ มีถึง 25% ที่ต้องอยู่ในสถานพยาบาลเป็นเวลานาน นอกจากนี้ 30 %ของผู้ป่วยจะเกิดโรคสมองเสื่อมตามมา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;สรุป จะเห็นได้ว่า โรคอัมพาตเป็นโรคที่ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งในแง่ของตัวผู้ป่วยเอง ญาติพี่น้องที่จะต้องดูแลช่วยเหลือทำให้ มีผลกระทบต่อเศรษกิจในครอบครัวและส่วนรวม การป้องกันโรคอัมพาต สามารถทำได้ โดยการคอยตรวจสุขภาพ ร่างกายสม่ำเสมอ ก็จะช่วยเราสามารถมี ชีวิตที่มีความสุขช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัว   &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : นพ.สามารถ นิธินันท์ อายุรแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-2518559029308477779?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2518559029308477779'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2518559029308477779'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/blog-post_04.html' title='อัมพาต กับ ผู้สูงอายุ'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-5967410618254653146</id><published>2009-01-03T00:09:00.000-08:00</published><updated>2009-01-03T00:09:00.968-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เตรียมตัวไว้เพื่อไม่เป็นมะเร็ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ประทานผักตระกูลกะหล่ำต้านมะเร็ง'/><title type='text'>เตรียมตัวไว้เพื่อไม่เป็นมะเร็ง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;เตรียมตัวไว้เพื่อไม่เป็นมะเร็ง&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;ทุกอวัยวะของร่างกายสามารถเป็นมะเร็งได้ ยกเว้นเส้นผมและเล็บ มะเร็งมีความสำคัญบั่นทอนชีวิตมนุษย์ไปแล้วปีละหลายหมื่นหลายแสนคนทั่วโลก แม้ความพยายามคิดค้นยารักษามะเร็ง และเครื่องมือพิเศษรักษามะเร็งมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และประสพผลสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง เช่น เครื่องตรวจมะเร็งเต้านม Mammogram เครื่องจี้ไฟฟ้าด้วย Gas Argon เครื่องเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน เพื่อจี้ทำลายเซลล์มะเร็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นตามที่ รายการปัญหาชีวิตและสุขภาพ ได้เผยแพร่ไปแล้วนั้น แต่ก็ยังไม่สามารถลดสถิติการเป็นมะเร็งหรือหยุดยั้งมะเร็งในระยะท้ายๆ ได้โดยสิ้นเชิง ความสำคัญของโรคมะเร็งอวัยวะใดๆ ก็ตามจะอยู่ที่การตรวจพบในระยะเริ่มแรก และรักษาให้ถูกวิธีโดยรวดเร็ว ก่อนที่จะลุกลามและมีการกระจายไปสู่อวัยวะข้างเคียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ถึงแม้ว่าสาเหตุของการเกิดมะเร็งจะยังไม่ชัดเจน แต่ก็ทราบแน่ชัดว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและส่งเสริมให้เกิดมะเร็ง ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            1.พันธุกรรม ในครอบครัวที่มีญาติผู้ใหญ่เคยเป็นมะเร็ง หรือเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ลูกหลานหรือผู้สืบสกุล ควรจะต้องมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องโดยเคร่งครัด และหมั่นตรวจกรองมะเร็งอยู่เสมอเพื่อป้องกัน หรือเพื่อรับรู้ว่าเป็นมะเร็งในระยะเริ่มแรก ซึ่งสามารถจะรักษาให้หายขาดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            2.สิ่งแวดล้อม ได้แก่ มลภาวะต่างๆ สารปนเปื้อนในอาหาร ความเจ็บป่วย เช่น เชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมะเร็งตับ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            3.พฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การรับประทานอาหารปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง การปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรม การปล่อยให้เจ็บป่วยโดยไม่จำเป็นและไม่ป้องกัน การเสพสุรา การสูบบุหรี่เรื้อรัง เป็นต้น&lt;br /&gt;            5 ประการเพื่อการป้องกันมะเร็ง ประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            1.รับประทานผักตระกูลกะหล่ำให้มาก เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บร็อกโคลี่ ฯลฯ เพื่อป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้ส่วนปลายกระเพาะอาหาร และอวัยวะระบบทางเดินหายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            2.รับประทานอาหารที่มีกากมาก เช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            3.รับประทานอาหารที่มีเบต้า-แคโรทีน และวิตามินเอสูง เช่น ผักสด ผลไม้ สีเขียว-เหลือง เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร กล่องเสียง และปอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            4.รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผักสด ผลไม้ต่างๆ เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            5.ควบคุมน้ำหนักตัว โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็งมดลูก ถุงน้ำดี เต้านม และลำไส้ใหญ่ การออกกำลังกายและลดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง ก็จะช่วยป้องกันมะเร็งเหล่านี้ได้       การตรวจกรองมะเร็งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ วิทยาการก้าวหน้าในปัจจุบันทำให้สามารถใช้เครื่องมือแพทย์ก้าวหน้าและการตรวจเลือดโดยเทคนิคก้าวหน้า สามารถบ่งบอกมะเร็งระยะเริ่มแรกได้ค่อนข้างชัดเจน การตรวจกรองเหล่านี้แยกเป็นระบบได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งมดลูกและปากมดลูก ตรวจภายใน ตรวจ Papsmear&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งเต้านม ตรวจร่างกาย ตรวจ Mammogram&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งตับ ตรวจร่างกาย ตรวจ U/S ตรวจอัลฟาฟีโตโปรตีน (Alpha-Fetoprotien) สำหรับไวรัสตับอักเสบบีนั้น ผู้ใหญ่ทุกท่านควรจะทราบว่าตนเองมีภูมิต้านทานแล้วหรือไม่ หากยังไม่มีภูมิต้านทาน ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคนี้เสีย เพราะไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคเรื้อรังและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมะเร็งตับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจโดยส่องกล้อง ตรวจโดยวิธี X-Ray สวนสารทึบแสง ตรวจ CEA&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งกระเพาะอาหาร ส่องกล้องดูภายในกระเพาะและตัดชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจทางทวารหนัก ตรวจ PSA&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งปอดหรือหลอดลม การเอกซเรย์ปอด การส่องกล้องเข้าดูภายใน การตรวจเซลล์มะเร็งจากน้ำล้างหลอดลมและตัดชิ้นเนื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-5967410618254653146?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/5967410618254653146'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/5967410618254653146'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2009/01/blog-post_03.html' title='เตรียมตัวไว้เพื่อไม่เป็นมะเร็ง'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-2417017454228924266</id><published>2009-01-02T00:04:00.000-08:00</published><updated>2008-12-16T00:08:22.365-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดูแลกระเพาะของเราให้ดี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคกระเพาะอาหาร'/><title type='text'>โรคกระเพาะอาหาร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;โรคกระเพาะอาหาร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;โรคกระเพาะอาหารเป็นคำที่ใช้เรียกภาวะผิดปกติที่ก่อให้เกิดอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อืดแน่น เกิดขึ้นได้ทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร บางรายรู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย อาจมีอาการจุก เสียด คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นถ้าได้รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร อาการที่เกิดขึ้นมักจะเป็นเรื้อรัง มีระยะที่โรคสงบไปได้เองเป็นช่วง ๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;อาการเหล่านี้อาจเกิดในผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหาร , ลำไส้เล็กส่วนต้น หรืออาจในคนที่ไม่มี แผลก็ได้ ซึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดแผลอยู่ที่ความผิดปกติของ กรดในกระเพาะอาหารที่เพิ่มขึ้น และ กลไกธรรมชาติในการป้องกันการเกิดแผลเสียไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปัจจุบัน พบว่าแบคทีเรีย Helicobacter pylori ที่อาศัยอยู่ในชั้นเมือกที่ปกคลุมผิวกระเพาะอาหาร มีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้เกิดแผลขึ้น นอกจากนี้ยังมียาแอสไพริน ยาลดการอักเสบ (Non-steroidal antiinflammatory drugs:NSAIDs) ที่เป็นสาเหตุของการเกิดแผลได้บ่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการโรคกระเพาะในบางรายอาจเกี่ยวข้องกับมะเร็ง กระเพาะอาหาร ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มี อาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก ซีด คลำได้ก้อนผิดปกติบริเวณลิ้นปี่ กลืนลำบาก มีประวัติมะเร็งทางเดินอาหารในครอบครัว หรือ เริ่มเกิดอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยที่ได้ผลดีหลายวิธี นอกเหนือจากการซักประวัติและตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว การตรวจ X-ray กลืนสารทึบรังสี และการส่องกล้องตรวจในกระเพาะอาหาร สามารถตรวจพบแผล เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อในกระเพาะอาหารตรวจหาเซลมะเร็ง และตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรักษา&lt;br /&gt;การรักษาทำได้โดย&lt;br /&gt;การรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ไม่ปล่อยให้หิว ไม่รับประทานอิ่มเกินไป&lt;br /&gt;พยายาม เลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดอาการ เช่น อาหารรสเผ็ด กาแฟ งดเหล้า งดบุหรี่&lt;br /&gt;หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน NSAIDs สเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น และ&lt;br /&gt;ลดความเครียด ร่วมกับ&lt;br /&gt;การใช้ยารักษาโรคกระเพาะอาหารอย่างเหมาะสม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;ที่มา : &lt;/span&gt;&lt;a href="mailto:pornthepw@hotmail.com,clinic@thaiclinic.com?subject=from"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นพ.พรเทพ วรวงศ์ประภา&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt; อายุรแพทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5248966119107207909-2417017454228924266?l=healthy-conner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2417017454228924266'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5248966119107207909/posts/default/2417017454228924266'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://healthy-conner.blogspot.com/2008/12/blog-post_16.html' title='โรคกระเพาะอาหาร'/><author><name>peacyka</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04793325836765016703</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5248966119107207909.post-6514371432581396022</id><published>2009-01-01T23:13:00.000-08:00</published><updated>2009-01-01T23:13:00.827-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิ่งที่ผู้เป็นเบาหวานควรให้ความสนใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน'/><title type='text'>อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้าวแรกในการนำไปสู่การกินอย่างมีคุณภาพ&lt;br /&gt;อาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวานคือ อาหารทั่วไปที่ไม่แตกต่างจากอาหารที่ทุกคนในครอบครัวควรรับประทาน แต่เป็นอาหารที่มีความหลากหลายที่ร่างกายต้องการครบถ้วนและสมดุล จึงเป็นอาหารที่ทุกคนในครอบครัวสามารถรับประทานร่วมกับผู้ป่วยได้ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเสมอคือปริมาณและชนิดของอาหารที่ควรรับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณและชนิดของแป้งและไขมัน เป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดรวมถึงการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;นอกจากนี้ สิ่งที่ควรปฎิบัติให้เป็นนิสัยคือการรับประทานอาหารมื้อหลักหรืออาหารว่างให้เป็นเวลาทุกวัน และรับประทานในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในแต่ละวัน ไม่งดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง ผู้ป่วยสามารถที่จะลองอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ ได้เพื่อไม่ให้เกิดความจำเจถ้าต้องการลดน้ำหนัก ให้ลดอาหารที่รับประทานในแต่ละวันแต่ไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะอาจจะทำให้รับประทานเกินอัตราในมื้อต่อไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;br /&gt;ผู้เป็นเบาหวานอาจใช้ปิรามิดแนะแนวอาหารหรือธงโภชนบัญญัติของไทยเป็นแนวทางเลือกรับประทานอาหารได้หลากหลายและสมดุล เนื่องจากไม่มีอาหารชนิดใดชนิดเดียวที่จะให้สารอาหารครบถ้วน ควรเลือดรับประทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ทุกวัน เพื่อให้ได้พลังงานและคุณค่าที่พอเหมาะกับร่างกายของแต่ละคนซึ่งขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ ขนาดรูปร่าง และระดับกิจกรรมการทำงานในแต่ละวัน ปรึกษานักโภชนบำบัดเพื่อรับคำแนะนำในการรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง รวมถึงระดับพลังงานที่เหมาะสมในการควบคุมเบาหวามอย่างมีคุณภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผู้เป็นเบาหวานควรให้ความสนใจกับฉลากโภชนาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ควรเปรียบเทียบปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคกับหมวดอาหารแลกเปลี่ยนซึ่งโดยปกติจะไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;- ปริมาณคาโบร์ไฮเดรตทั้งหมดและปริมาณน้ำตาล จะช่วยให้ผู้เป็นเบาหวานสามารถแลกเปลี่ยนอาหารประเภทขนมหวานได้เล็กน้อยในบางโอกาส&lt;br /&gt;- ปริมาณพลังงาน ไขมันรวม ไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอล สำหรับผู้ที่ต้องการนับพลังงานและไขมัน รวมถึงผู้ที่ต้องการควบคุมคอเลสเตอรอลและน้ำหนักตัว&lt;br /&gt;- ปริมาณโซเดียมเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีโรคความดันและลดความเสี่ยงของโรคไต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางการบริโภคเพื่อสุขภาพประจำวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ข้าว/แป้ง/ถั่ว/เมล็ดธัญพืช&lt;br /&gt;- ควรเลือกรับประทานข้าวซ้อมมือหรือขนม
