22.9.12

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก
คิดสักนิดก่อนฉีดวัคซีนป้องกัน

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งอันอับ 2 ของมะเร็งสตรีทั่วโลก จะเป็นรองก็แต่มะเร็งเต้านมเท่านั้น แต่สำหรับเมืองไทย มะเร็งปากมดลูกกลับเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในบรรดามะเร็งของสตรี แต่ละปี มีคนไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่า 6,000 ราย ไวรัส HPV ติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ HPV เป็นได้ทั้งหญิงและชาย (ชายรักชาย) จะเรียกว่าเป็นมะเร็งที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted cancer) ก็ได้ ดังนั้นพฤติกรรมทางเพศจึงมีความสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก

HPV VACCINE ก็คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV (Human PapillomaVirus) นั่นแหละ แต่ก่อนนี้เราไม่รู้ว่ามะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร ก็เลยไม่รู้ว่าจะป้องกันอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกก็คือเจ้า HPV นี่เอง เมื่อรู้สาเหตุ ก็รู้วิธีป้องกัน จึงมีผู้คิดค้นหาวัคซีนเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ปัจจัยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส HPV คือ
· การมีคู่นอนหลายคน (ครั้งละหลายๆคน หรือครั้งละคน แต่มีหลายคน)
· คู่นอนมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นหรือชายอื่นหลายๆคน
· มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ
· มีลูกมาก
· มีภูมิคุ้มกันต่ำ
· มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆร่วมด้วย

ไวรัส HPV มีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ก็เป็นสายพันธุ์ธรรมดาๆ บางสายพันธุ์ก็เป็นสายพันธุ์ดุ ก่อให้เกิดมะเร็งได้ เช่นสายพันธุ์ 16, 18, 45, 31, 33, 52, 58 สายพันธุ์ 16 พบได้ร้อยละ 50-60 สายพันธุ์ 18 พบได้ร้อยละ 10-15 การพัฒนาวัคซีนจึงมุ่งเน้นสายพันธุ์ 18 และ 16 เป็นส่วนใหญ่

วัคซีน HPV ทำจากอะไร

วัคซีน HPV ก็ทำจากตัวเชื้อ HPV นั่นแหละ โดยนำโปรตีนที่เปลือกหุ้มของตัวไวรัสมาเพิ่มจำนวน แล้วมาทำเป็นอนุภาคที่คล้ายตัว HPV เรียกว่า virus-like particle (VLP) ซึ่งมีโครงสร้างทุกอย่างเหมือนตัวเชื้อ HPV ต้นแบบ เพียงแต่ไม่มี DNA ที่ก่อมะเร็งเท่านั้น เจ้า VLP ตัวนี้สามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิต้านทาน (antibody) ได้ดีมากๆ แอนติบอดีที่เกิดขึ้นก็จะวิ่งไปออกันอยู่ที่มูกบริเวณปากมดลูก พอเชื้อ HPV เข้ามา มันก็จัดการเขมือบซะ !

วัคซีน HPV มีกี่ชนิด

ในการพัฒนาวิจัยวัคซีน HPV มีหลายเจ้า หลายบริษัท บางบริษัทก็ทดลองวัคซีนป้องกัน HPV โดดๆ สายพันธุ์เดียว บางเจ้าก็ทดลองวัคซีนที่มีสองสายพันธุ์รวมกัน (สายพันธุ์16 กับ 18) บางเจ้าก็ทดลองหลายๆสายพันธุ์รวมกันถึง 5 สายพันธุ์ก็มี (สายพันธุ์ 16, 18, 45, 31, และ 33) ซึ่งป้องกันได้ถึง 83 % หรือบางเจ้าต้องการให้ครอบคลุมไวรัสแบบครอบจักรวาล ก็ทดลองให้มีถึง7 ชนิดโดยเพิ่มสายพันธุ์ 52 กับ 58 เข้าไปก็มี ซึ่งก็สามารถป้องกันได้ถึง 87 %

มีวัคซีนแล้วดียังไงไม่ดียังไง

เรื่องดีก็คือ ต่อนี้ไป เราจะมีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกกันแล้ว แม้จะป้องกันได้ไม่หมดเสียทีเดียว แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีความหวังอะไรเลย

แล้วมีอะไรไม่ดีล่ะ เรื่องไม่ดีก็คือ วัคซีนตัวนี้เพิ่งพัฒนาแล้วเสร็จ เพิ่งได้รับการรับรอง แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง เช่น ควรเริ่มฉีดตอนอายุเท่าไร เอาตั้งแต่แรกเกิดเลยดีไหม หรือรอให้เข้าโรงเรียนก่อน หรือค่อยฉีดตอนเข้าวัยสาว หรือรอฉีดก่อนแต่งงาน แล้วถ้าฉีดผู้ชายตัวต้นเหตุ จะมีประโยชน์หรือเปล่า ต้องฉีดกระตุ้นไหม ถ้าต้องฉีดกระตุ้น ต้องกี่ปีจึงจะฉีดซ้ำ แล้วสาวโสดประเภทมีแนวโน้มจะขึ้นคาน ต้องฉีดหรือเปล่า คนที่มีเชื้อหรือติดเชื้อ HPV อยู่แล้ว ฉีดไปจะทำให้หายเร็วขึ้นไหม ที่มองในแง่ลบสุดๆ เมื่อมีวัคซีนป้องกันแล้วจะทำให้ผู้คนประมาท ไม่ป้องกันมากขึ้นไหม จะสำส่อนทางเพศเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เหล่านี้เป็นประเด็นที่ยังไม่มีการศึกษา

คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV
1 ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์แล้ว วัคซันนี้อาจไม่เป็นประโยชน์กับคุณเลย เพราะมีโอกาสสูงมากที่คุณเคยติดเชื้อไวรัสดังกล่าวมาแล้ว
2 ถ้าคุณอายุมากกว่า 26 ปี ผลตอบสนองจากการฉีดวัคซีนอาจไม่ดีเท่ากับคนอายุน้อยกว่า
3 ถ้าคุณสนใจฉีดวัคซีนนี้ เพราะเข้าใจว่าจะทำให้ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เช่น
แปปสเมียร์ VIA หรือ Thin prep อีกต่อไป ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ และนำชีวิตไปสู่ความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะวัคซีนนี้ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เพียง 70 % เท่านั้น

ราคาเท่าไร แพงไหม

การฉีดวัคซีนเอชพีวีต้องฉีด 3 ครั้ง คือ เมื่อเริ่มฉีดครั้งแรก หลังจากนั้น 1-2 เดือน จะฉีดครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 หลังจากครั้งแรก 6 เดือน เมื่อก่อนราคาวัคซีนเอชพีวี 3 เข็ม ประมาณ 12,000-14,000 บาท แต่ปัจจุบันราคาเหลือประมาณ 7,000-8,000 บาท บางโรงพยาบาลสามารถให้ทยอยจ่ายทีละครั้งได้จนครบ 3 ครั้ง

29.9.09

สาเหตุของความดันโลหิตสูง

สุขภาพ

เคยใฝ่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ นะ อยากจะเป็นนักเขียนหรือได้เขียนบทความที่ให้ผู้อ่านได้รับสาระน่ารู้ซึ่งผู้อ่านสามารถเก็บจดจำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่มากก็น้อย และวันที่รอคอยก็มาถึงในที่สุด วันนี้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน เปิดไปเปิดมาก็เจอสาระน่ารู้เรื่องหนึ่งที่น่าจะเป็นเกร็ดความรู้ได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว ซึ่งสาระเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับคนในครอบครัวของผู้เขียนมากทีเดียว ก็คือ คุณพ่อของผู้เขียนนั่นเอง ที่กำลังป่วยเป็นโรคนี้อยู่เหมือนกัน และผู้เขียนคิดว่า น่าจะมีผู้อ่านหลายท่านที่อาจจะมีบุคคลในครอบครัวที่มีปัญหาแบบเดียวกับผู้เขียนเช่นกัน เลยขอยกข้อความสาระน่ารู้เรื่องนี้มาฝากก็แล้วกัน นะคะ

ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิต คือ ความดันของเลือดภายในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ประกอบด้วยควาดันตัวบนหรือความดันซีสโตลีก (Systolic blood pressrue) เป็นค่าความดันขณะหัวใจบีบตัว และความดันตัวล่างหรือความดันไดแอสโตลีก (Diastolic blood pressure ) เป็นค่าความดันขณะหัวใจคลายตัว มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท (มม. ปรอท )


โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบบ่อย ในปัจจุบันพบประมาณ 20-40 % ของประชากรผู้ใหญ่ คนส่วนใหญ่ที่มีความดันโลหิตสูงมักไม่รู้ว่าเป็น จีงไม่ได้รับการดูแลรักษา ส่วนหนึ่ง เนื่องจากไม่มีอาการทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจ ปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อน มีการเสื่อมสภาพของอวัยวะต่าง ๆ ก่อน จึงจะเริ่มรักษา ทำให้การรักษาไม่ดีเท่าที่ควร

สาเหตุของความดันโลหิตสูง
1. ส่วนใหญ่กว่า 90% ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เป็นผลรวมจากหลาย ๆ ปัจจัย ได้แก่
* ปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่าถ้ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นถึง 3 เท่า
* ปัจจัยเสริมอื่น ๆ ได้แก่ อายุมาก ความอ้วน อารมณ์เครียด การรับประทานอาหารเค็มจัด การดื่มเหล้าจัด การไม่ออกกำลังกาย เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเริ่มเป็นเมื่ออายุ 30-55 ปี เรื่มพบมากในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป
2. ส่วนน้อย (ต่ำกว่า 10 %) อาจตรวจพบสาเหตุโดยเฉพาะถ้าพบในคนอายุน้อยกว่า 30 ปี หรือเริ่มมีความดันโลหิตสูงเมื่ออายุมาก (มากกว่า 55 ปี ) จึงควรตรวจหาสาเหตุ ได้แก่
* ยาบางชนิด เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาสเตียรอยด์ ยาฮอร์โมนไทรอยด์ เป็นต้น
* โรคไต เช่น หลอดเลือดไตตีบ กรวยไตอักเสบเรื้อรัง ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกที่ไต วัณโรคที่ไต เป็นต้น
* เนื้องอกของต่อมหมวกไต ชนิดฟีโอโครโมไซโตมา โรคคุชชิง
* โรคครรภ์เป็นพิษ
* โรคหลอดเลือดแดงเออร์ตาตีบตัว
( Coarctation of aorta )
3. ในผู้สูงอายุ มักมีความดันตัวบนสูงอย่างเดียว เกิดจากมีภาวะผนังของหลอดเลือดแดงแข็งตัว เรียกว่าความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ
4. ความดันโลหิตสูงชั่วคราว หรือ Labile hypertension เกิดจากมีภาวะที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น มีไข้ซีด ออกกำลังกายมาใหม่ ๆ เครียด โกรธ ตื่นเต้นซึ่งความดันโลหิตสูงชนิดนี้ไม่ต้องรักษา หายได้เอง เมื่อภาวะดังกล่าวหายไป

อาการของโรคความดันโลหิตสูง
ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ ซึ่งมักจะตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปพบแพทย์ด้วยปัญหาอื่น ส่วนน้อยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่มีอาการ ได้แก่
- ปวดมึนศรีษะบริเวณท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ โดยเฉพาะเวลาตื่นนอนใหม่ ๆ พอสาย ๆ อาการทุเลาไปเองบางรายอาจมีอาการปวดศรีษะตุบ ๆ คล้ายไมแกรนได้
- ในรายที่เป็นมานาน หรือความดันโลหิตสูงมาก อาจมีอาการเหนี่อยง่าย อ่อนเพลีย ( เนื่องจากหัวใจต้องทำงานมากกว่าปกติ ) ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว เลือดกำเดาไหล ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่รับการรักษาจะมีอาการของภาวะแทรกซ้อนตามมา

อาการแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่
1. หัวใจ จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโต จนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจวาย นอกจากนี้อาจทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบ เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
2. สมอง อาจเกิดภาวะเส้นเลือดสมองแตกหรือตีบกลายเป็นอัมพาตครึ่งซีก เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตรายถึงชีวิตได้
3. ไต อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง เนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตเสื่อม เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ
4. ตา เกิดภาวะเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อย ๆ จนตาบอดในที่สุด
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะเกิดขั้นรุนแรงหรือรวดเร็วเพียงใดนั้นขึ้นกับความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นของโรค ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ และมีชีวิตยืนยาวเหมือนคนปกติ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูง
เมื่อตรวจพบว่าเป็นความดันโลหิตสูงควรปฏิบัติตัวดังนี้
1. ลดน้ำหนักตัว โดยเฉพาะในรายที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน พบว่าน้ำหนักตัวที่ลดลงทุก 1 กิโลกรัม จะทำให้ค่าความดันลดลง 2.5/1.5 มม.ปรอท เฉพาะในรายที่อ้วน
2. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด เพื่อลดปริมาณเกลือที่ทำให้ความดันโลหิตสูง เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เกลือน้อย เพิ่มผักและผลไม้จะสามารถช่วยลดความดันค่าบน (Systolic BP ) ได้ถึง 11 มม.ปรอท
3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮล์และงดสูบบุหรี่ จะสามารถลดความดันค่าบน ( Systolic BP ) ได้ถึง 10 มม.ปรอท
4. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ พบว่าถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ 5 ครั้ง/สัปดาห์ อย่างน้อย 30 นาที/ครั้ง จะช่วยลดความดันค่าบน (Systolic BP ) ได้2-10 มม.ปรอท
5. ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด และวิตกกังวล
6. สตรีที่มีความดันโลหิตสูงจากยาคุมกำเนิด ควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม
7. รับประทานยาตามแพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตและปรับยาให้เหมาะสม

23.7.09

วิธีป้องกันตัวจากไข้หวัด 2009

วิธีป้องกันตัวจากไข้หวัด 2009

ไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดยังไม่หยุด ลักษณะอาการไม่รุนแรง ใกล้เคียงกันกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิมที่เกิดขึ้นตามปกติ อัตราตายต่ำ อาการป่วยคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล อาการ ไข้หวัดใหญ่ 2009 การติดต่อเหมือนกัน คือมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว

ที่ที่พบว่าทำให้ติดเชื้อได้มากที่สุด คือบ้านและโรงเรียน เพราะการติดเชื้อมีปัจจัยสำคัญคือ ต้องใกล้ชิดและสัมผัสกันประมาณ 8 ชั่วโมง หากแค่เดินผ่านกันหรืออยู่ในสถานที่ปลอดโปร่ง โอกาสติดเชื้อมีน้อยมากที่สำคัญพบว่าผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มีอาการน้อย บางรายมีอาการน้อยมากจนไม่รู้ว่าป่วย ร้อยละ 95 สามารถจัดการเชื้อโรคได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นไม่ควรตื่นตระหนกและปฏิบัติตามคำแนะนำ


กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคำแนะนำ ดังนี้

หากป่วยเล็กน้อย ควรหยุดพักเพื่อรักษาตัวที่บ้าน พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ อาการจะหายเองได้ภายใน 2-3 วัน สวมหน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจามด้วยกระดาษทิชชูหรือแขนเสื้อของตนเอง

ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลบ่อยๆ แยกห้องจากผู้อื่น ไม่ใช้ของร่วมกัน

สำหรับสถานศึกษา หากพบเด็กป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ 3 คนในห้องเรียนเดียว ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์

สำหรับผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ ควรติดตามอาการของตนเอง 7 วัน โดยในระยะ 3 วันแรกควรพักอยู่ที่บ้านก่อนไปโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษา หรือเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้ เช่นพาราเซตามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) และยารักษาตามอาการ เช่น ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นพบเชื้อแบคทีเรียและแพทย์สั่ง ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำสะอาดที่ไม่เย็น ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็นจัด พยายามรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก และผลไม้ให้พอเพียง

นอนพักผ่อนมากๆ ในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไป และมีอากาศถ่ายเทสะดวก

หากอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที แจ้งประวัติการเดินทางหรือบุคคลใกล้ชิดให้แพทย์ทราบ

ข้อควรระวัง คือกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว จะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากกว่าปกติ

ต้องหมั่นคอยสังเกตอาการไว้ตลอด

ที่มา : ข่าวสด