ความเสี่ยงของมะเร็งในช่องปาก
ในช่องปากมีอวัยวะสำคัญหลายส่วน เหงือก ฟัน ลิ้น เพดานบน กระพุ้งแก้ม ฐานของลิ้น ริมฝีปาก หากมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อบริเวณเหล่านี้ คุณต้องระวัง ! ส่วนใหญ่มะเร็งช่องปาก คุณสามารถป้องกันได้ ถ้าหากให้ความสำคัญต่อความเสี่ยงต่างๆ และอย่าใกล้ชิดมัน อะไรบ้างที่เป็นความเสี่ยง ?
1.บุหรี่ นอกจากมีผลทำให้เกิดมะเร็งปอดถึง 87% แล้ว บุหรี่มีผลทำให้เกิดมะเร็งในหลอดลม ลำคอ และมะเร็งช่องปากด้วย 90% ของมะเร็งในช่องปากพบในคนสูบบุหรี่ ซึ่งคนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าคนไม่สูบถึง 6 เท่า นอกจากนี้ยังรวมถึงคนที่สูบซิการ์ pipe การเคี้ยวยาเส้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากบุหรี่ สารเคมีที่มีอยู่ในยาเส้น เป็นสารก่อมะเร็งทำให้เกิดมะเร็งบริเวณแก้ม ริมฝีปาก เหงือก ส่วนคนไม่สูบบุหรี่เลย แต่ใกล้ชิดควันของคนที่สูบบุหรี่ อยู่ในสถานที่มีควันบุหรี่มากๆ แล้วสูดเอาควันบุหรี่เหล่านั้น ก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งได้เช่นกัน
2.แอลกอฮอล์ ดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ มีโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งในช่องปาก 75-80% มะเร็งช่องปากเกิดขึ้นในคนที่ดื่มจัด และมีโอกาสเป็นมะเร็งมากถึง 6 เท่าของคนที่ไม่ดื่ม แต่ถ้าทั้งดื่มจัด สูบบุหรี่มาก ความเสี่ยงต่อมะเร็งช่องปากจะสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
3.แสงอัลตร้าไวโอเลต พบว่า 30% ของคนที่เป็นมะเร็งที่ริมฝีปาก เกิดในคนที่มีอาชีพกลางแจ้ง ถูกแสงแดดประจำ วิธีที่จะลดความเสี่ยงคือให้ทา lip palm ที่มีสารป้องกันรังสียูวี หรือใส่หมวกกันแดดโดนริมฝีปากและผิวหนัง
4.มีสิ่งระคายเคืองในช่องปากอยู่เสมอ เช่น
- ฟันปลอมที่หลวม ใส่แล้วมีแผลในช่องปาก เป็นเวลานานๆ ไม่หาย
- มีฟันผุ คม บาดลิ้น เวลาเคี้ยวอาหาร หรือพูด
- ฟันปลอมที่แตกหักแล้วขูดช่องปากอยู่เสมอ
5.อาหาร ที่มีไขมันสูง เนื้อแดง เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หากเราได้รับประทานผัก ผลไม้ที่มีกากใยมากๆ ก็จะลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเช่นกัน
6.อายุ มะเร็งในช่องปาก มีสถิติพบมากในคนอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอายุ 35 ปีขึ้นไป
7.เพศ มะเร็งช่องปากพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 2 เท่า น่าจะมีเหตุผลจากผู้ชายดื่มและสูบบุหรี่มากกว่าคุณผู้หญิง
หากมีสิ่งผิดปกติดังต่อไปนี้ ให้รีบปรึกษาทันตแพทย์หรือแพทย์ประจำตัวทันที
มีสีที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนในช่องปาก เช่น มีสีแดงจัด ฝ้าขาวตามกระพุ้งแก้ม
-มีลักษณะเนื้อหนาตัวขึ้น หรือมีผิวหยาบๆ
-เป็นแผลในช่องปาก เลือดไหลง่าย
-พูด กลืน ขยับลิ้นลำบาก
-มีกลิ่นปาก
-ฟันโยก เก ขากรรไกรบวม
-เป็นแผลในช่องปากเป็นเวลานานๆ ไม่หาย นอกจากในช่องปาก อาการภายนอกที่ร่วมกับมะเร็งที่น่าสังเกต คือ น้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ มีก้อนคลำได้บริเวณลำคอ
มะเร็งในช่องปากนั้นหากพบในระยะเริ่มต้นจะรักษาไม่ยุ่งยากและประสบความสำเร็จสูง แต่หากคุณเลี่ยงไม่นำมาซึ่งความเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในช่องปากได้ การพบทันตแพทย์ตรวจสุขภาพในช่องปากเป็นประจำจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เฉพาะเรื่องฟัน และเหงือกเท่านั้น แต่ทันตแพทย์เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับอวัยวะส่วนนี้ สามารถตรวจพบสิ่งผิดปกติได้ง่าย เพื่อรู้ก่อนและสามารถป้องกันได้ก่อน
ที่มา : sanook.com
แหล่งรวมข้อมูล...การดูแล รักษาสุขภาพ สาระ ประโยชน์มากมาย รวมถึง วิธีการปฏิบัติ วิธีการป้องกันโรคต่าง ๆ
30.12.08
29.12.08
Chocolate ของหวานที่ไม่ธรรมดา
Chocolate ของหวานที่ไม่ธรรมดา
Chocolate เป็นขนมหวานที่น้อยคนนักจะปฏิเสธว่าไม่ชอบ เพราะรสชาติของความอร่อยที่หอมหวานมันเข้มข้น มันช่างยั่วน้ำลายดีจริงๆ แล้วอย่างนี้ใครจะอดใจไหว แต่เมื่อได้รับประทานเข้าไปก็จะหยุดไม่ได้ แคลอรี่ในร่างกายก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาพร้อมๆกับน้ำหนักตัว พอเห็นแบบนี้แล้วสาวๆ ก็เลยเลี่ยงที่จะกิน ช็อกโกแลต ทั้งที่อยากจะกินแทบแย่ แต่ถ้าเรารู้วิธีการทาน ช็อกโกแลต ที่ถูกวิธี รวมทั้งประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว ยังไงก็ไม่มีทางอ้วนหรอกค่ะ
ในช็อกโกแลตร้อน 1 ถ้วย มีปริมาณสารคาเฟอีนประมาณ 10 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยกว่าในกาแฟถึง 10 เท่า แต่สามารถช่วยกระตุ้นร่างกายให้มีความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้เช่นเดียวกัน แถมยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย เพราะในช็อกโกแลตมีสารบางชนิดที่ไปช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขที่ชื่อ “เอ็นดอร์ฟิน” (Endorphin) ออกมาช่วยปรับอารมณ์ ทำให้เรามีอารมณ์ดีไม่หงุดหงิดง่าย อีกทั้งสาวๆที่เลือดจะไปลมจะมาทั้งหลาย ช็อกโกแลตก็สามารถช่วยได้ไม่ว่าจะลดอาการปวดท้อง หน้าบวม ตัวบวม ก่อนมีประจำเดือนอย่างได้ผล
จากการศึกษา Athens Medical School ประเทศกรีซ กล่าวว่า การรับประทานช็อกโกแลตช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดได้ โดยช็อกโกแลตมีสารต้านอนุมูลอิสระ “ฟลาโวนอยด์” (Flavonoid) ซึ่งเป็นชนิดเช่นเดียวกับไวน์แดง พืชผัก ผลไม้ และใบชา
ดังนั้นการรับประทานช็อกโกแลตในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป นอกจากจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดแล้ว ยังช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยควบคุม ความดันโลหิต ช่วยลดอัตราเสี่ยงการอุดตันของหลอดเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ หรือช่วยในการป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดได้ ที่สำคัญยังช่วยให้แก่ช้าได้อีกด้วยค่ะ
ทั้งนี้ยังสามารถช่วยแก้อาการเมาค้าง หรือ Hangover ได้ด้วยซึ่งจะได้เลิกเมาค้างข้ามวันข้ามคืนไงคะ และยังช่วยลดอาการอักเสบเวลาเจ็บป่วยต่างๆ มีผลต่อสมอง เพราะช่วยให้ตื่นตัวและยังช่วยให้กระฉับกระเฉงอีกด้วยค่ะ
แม้เพียงรับประทานช็อกโกแลตในครั้งแรกก็ได้รับประโยชน์ดังกล่าวแล้ว และแม้ว่าช็อกโกแลตจะมีกรดสเตียริคซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มของระดับคลอเลสเตอรอลแต่อย่างใด แต่ไม่ใช่ว่าช็อกโกแลตทุกประเภทจะมีปริมาณพีนอลเท่ากัน ช็อกโกแลตที่ผสมนมจะมีปริมาณพีนอลน้อยกว่าช็อกโกแลตล้วนๆ 2-4 เท่า ซึ่งช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้มากเท่าไหร่ ก็จะมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มีรายงานของจุลสาร American Journal of Clinical Nutrition ระบุว่า เราได้รับประโยชน์จากช็อกโกแลตหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น โดยการรับประทานช็อกโกแลตดำประมาณครึ่งออนซ์ จะทำให้ความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ของร่างกายเราเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ และปริมาณของ LDL หรือ Low-density Lipoprotein Cholesterol ซึ่งเป็นคลอเลสเตอรอลที่เป็นพิษก็จะลดลงเช่นกันหลาย
ท่านที่ละเลยคุณประโยชน์จากช็อกโกแลตไป หรือบางคน อาจจะกลัวอ้วนเนื่องจากนมหรือน้ำตาลที่ผสมอยู่ในช็อกโกแลต ถ้าหันมา รับประทานช็อกโกแลตที่มีนมหรือน้ำตาลในปริมาณต่ำ ก็จะได้รับประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระไม่น้อยทีเดียวค่ะ อร่อยด้วยมีประโยชน์ด้วย แหมช่างคุ้มจริงๆ ค่ะ
Chocolate เป็นขนมหวานที่น้อยคนนักจะปฏิเสธว่าไม่ชอบ เพราะรสชาติของความอร่อยที่หอมหวานมันเข้มข้น มันช่างยั่วน้ำลายดีจริงๆ แล้วอย่างนี้ใครจะอดใจไหว แต่เมื่อได้รับประทานเข้าไปก็จะหยุดไม่ได้ แคลอรี่ในร่างกายก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาพร้อมๆกับน้ำหนักตัว พอเห็นแบบนี้แล้วสาวๆ ก็เลยเลี่ยงที่จะกิน ช็อกโกแลต ทั้งที่อยากจะกินแทบแย่ แต่ถ้าเรารู้วิธีการทาน ช็อกโกแลต ที่ถูกวิธี รวมทั้งประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว ยังไงก็ไม่มีทางอ้วนหรอกค่ะ
ในช็อกโกแลตร้อน 1 ถ้วย มีปริมาณสารคาเฟอีนประมาณ 10 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยกว่าในกาแฟถึง 10 เท่า แต่สามารถช่วยกระตุ้นร่างกายให้มีความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้เช่นเดียวกัน แถมยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย เพราะในช็อกโกแลตมีสารบางชนิดที่ไปช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขที่ชื่อ “เอ็นดอร์ฟิน” (Endorphin) ออกมาช่วยปรับอารมณ์ ทำให้เรามีอารมณ์ดีไม่หงุดหงิดง่าย อีกทั้งสาวๆที่เลือดจะไปลมจะมาทั้งหลาย ช็อกโกแลตก็สามารถช่วยได้ไม่ว่าจะลดอาการปวดท้อง หน้าบวม ตัวบวม ก่อนมีประจำเดือนอย่างได้ผล
จากการศึกษา Athens Medical School ประเทศกรีซ กล่าวว่า การรับประทานช็อกโกแลตช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดได้ โดยช็อกโกแลตมีสารต้านอนุมูลอิสระ “ฟลาโวนอยด์” (Flavonoid) ซึ่งเป็นชนิดเช่นเดียวกับไวน์แดง พืชผัก ผลไม้ และใบชา
ดังนั้นการรับประทานช็อกโกแลตในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป นอกจากจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดแล้ว ยังช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยควบคุม ความดันโลหิต ช่วยลดอัตราเสี่ยงการอุดตันของหลอดเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ หรือช่วยในการป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดได้ ที่สำคัญยังช่วยให้แก่ช้าได้อีกด้วยค่ะ
ทั้งนี้ยังสามารถช่วยแก้อาการเมาค้าง หรือ Hangover ได้ด้วยซึ่งจะได้เลิกเมาค้างข้ามวันข้ามคืนไงคะ และยังช่วยลดอาการอักเสบเวลาเจ็บป่วยต่างๆ มีผลต่อสมอง เพราะช่วยให้ตื่นตัวและยังช่วยให้กระฉับกระเฉงอีกด้วยค่ะ
แม้เพียงรับประทานช็อกโกแลตในครั้งแรกก็ได้รับประโยชน์ดังกล่าวแล้ว และแม้ว่าช็อกโกแลตจะมีกรดสเตียริคซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มของระดับคลอเลสเตอรอลแต่อย่างใด แต่ไม่ใช่ว่าช็อกโกแลตทุกประเภทจะมีปริมาณพีนอลเท่ากัน ช็อกโกแลตที่ผสมนมจะมีปริมาณพีนอลน้อยกว่าช็อกโกแลตล้วนๆ 2-4 เท่า ซึ่งช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้มากเท่าไหร่ ก็จะมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มีรายงานของจุลสาร American Journal of Clinical Nutrition ระบุว่า เราได้รับประโยชน์จากช็อกโกแลตหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น โดยการรับประทานช็อกโกแลตดำประมาณครึ่งออนซ์ จะทำให้ความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ของร่างกายเราเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ และปริมาณของ LDL หรือ Low-density Lipoprotein Cholesterol ซึ่งเป็นคลอเลสเตอรอลที่เป็นพิษก็จะลดลงเช่นกันหลาย
ท่านที่ละเลยคุณประโยชน์จากช็อกโกแลตไป หรือบางคน อาจจะกลัวอ้วนเนื่องจากนมหรือน้ำตาลที่ผสมอยู่ในช็อกโกแลต ถ้าหันมา รับประทานช็อกโกแลตที่มีนมหรือน้ำตาลในปริมาณต่ำ ก็จะได้รับประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระไม่น้อยทีเดียวค่ะ อร่อยด้วยมีประโยชน์ด้วย แหมช่างคุ้มจริงๆ ค่ะ
28.12.08
6 ข้อสังเกตอาการต้อกระจก
6 ข้อสังเกตอาการต้อกระจก
ต้อกระจกเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในผู้สูงอายุ และอาจพบบ้างในวัยอื่นๆ ต้อกระจกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนภายในเลนส์ตา และหากเกิดร่วมกับบางโรคอาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ เช่น เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ แต่ก็มีอาการที่พอสังเกตได้ดังนี้
1.ตามัวลง เห็นภาพพร่ามัวหรือเลือนลาง เนื่องจากเลนส์เป็นฝ้าขุ่นจนสายตาไม่สามารถโฟกัสได้โดยมากจะค่อยๆมัวลงทีละน้อย นอกจากอุบัติเหตุหรือโรคบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็ว
2.ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย เพราะสายตาสั้นมากขึ้น คือการมองไกลจะไม่ค่อยชัด และการมองระยะใกล้จะชัดเจนกว่า พบในต้อกระจกบางชนิด
3.มีปัญหาการมองเห็น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า หรือการมองดวงไฟในเวลากลางคืน
4.ตาข้างหนึ่งอาจเห็นภาพซ้อน ซึ่งเกิดจากแสงที่กระทบเรตินากระจายออกหลายจุด
5.มองเห็นสีต่างๆ เปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะสีเหลือง
6.ปวดตาและมีต้อหินแทรก อาการนี้อันตรายมากค่ะ เพราะสายตาจะมัวไปเรื่อยๆ และแก้ไขให้มองเห็นใหม่ได้ยากหรือบางครั้งไม่ได้เลย
ถ้าเริ่มมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับตาของคุณ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ใกล้บ้าน และหากคุณมีอายุมากกว่า 60 ปี อย่าลืมตรวจตาเป็นประจำทุกๆ ปีนะคะ
ที่มา : ชีวจิต
ต้อกระจกเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในผู้สูงอายุ และอาจพบบ้างในวัยอื่นๆ ต้อกระจกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนภายในเลนส์ตา และหากเกิดร่วมกับบางโรคอาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ เช่น เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ แต่ก็มีอาการที่พอสังเกตได้ดังนี้
1.ตามัวลง เห็นภาพพร่ามัวหรือเลือนลาง เนื่องจากเลนส์เป็นฝ้าขุ่นจนสายตาไม่สามารถโฟกัสได้โดยมากจะค่อยๆมัวลงทีละน้อย นอกจากอุบัติเหตุหรือโรคบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็ว
2.ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย เพราะสายตาสั้นมากขึ้น คือการมองไกลจะไม่ค่อยชัด และการมองระยะใกล้จะชัดเจนกว่า พบในต้อกระจกบางชนิด
3.มีปัญหาการมองเห็น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า หรือการมองดวงไฟในเวลากลางคืน
4.ตาข้างหนึ่งอาจเห็นภาพซ้อน ซึ่งเกิดจากแสงที่กระทบเรตินากระจายออกหลายจุด
5.มองเห็นสีต่างๆ เปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะสีเหลือง
6.ปวดตาและมีต้อหินแทรก อาการนี้อันตรายมากค่ะ เพราะสายตาจะมัวไปเรื่อยๆ และแก้ไขให้มองเห็นใหม่ได้ยากหรือบางครั้งไม่ได้เลย
ถ้าเริ่มมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับตาของคุณ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ใกล้บ้าน และหากคุณมีอายุมากกว่า 60 ปี อย่าลืมตรวจตาเป็นประจำทุกๆ ปีนะคะ
ที่มา : ชีวจิต
Subscribe to:
Posts (Atom)