18.10.12

อาหารเพื่อสุขภาพ กับ 10 วิธี ป้องกัน โรคหัวใจ


ว่ากันว่าเมื่อใดที่ดอกรักบานในใจ เป็นช่วงที่สารเอ็นโดรฟินส์จะแผ่ซ่านไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ มากเป็นพิเศษ สาว ๆ หนุ่ม ๆ คนไหนที่ถูกคนรอบข้างทักว่า ทำไมดูหน้าใส เปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย อาจจะถูกเดาได้ว่ากำลังมีความรักอยู่หรือเปล่า แต่ไม่ใช่แค่ช่วงอินเลิฟเท่านั้น..

ที่คุณจะหันกลับมาดูแลตัวเอง ฉบับนี้ Health Plus ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นพ.วิชัย เดชะทัตตานนท์ ผู้อำนวยการส่วนสร้างเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 คุณหมอเลยถือโอกาสฝากเคล็ดลับบำรุงหัวใจด้วยวิธีง่าย ๆ ไม่ว่าคุณจะกำลัง In love หรือ Unlove อยู่ ก็เปล่งประกายย้อนวัยได้เหมือนกัน

สุดยอดอาหารบำรุง...ใจ

มะเขือเทศ ในมะเขือเทศมีสารไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารสีแดงในกลุ่มแคโรทีนอยด์(Carotenoid)ที่มีสรรพคุณต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจน้อยลงด้วย เป็นผักที่มีสารไลโคปีนสูงกว่าในแตงโม(สีแดง) 2เท่า ปลาทะเลน้ำลึก กรดโอเมก้า 3 ในน้ำมันปลา มีคุณสมบัติช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือดและสร้างสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัวได้ดี ป้องกันการสะสมของไขมัน จึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ จากการศึกษาวิจัยพบว่ากรดไขมันโอเมก้า -3 พบได้ในสัตว์น้ำทุกชนิดและมีปริมาณสูงกว่าในสัตว์บกและสัตว์ปีก แต่เนื่องจากอาหารทะเลส่วนใหญ่ เช่น กุ้ง หอยนางรมปลาหมึก มีคอเลสเตอรอลสูง ดังนั้นจึงควรเน้นการทานเนื้อประเภทปลาทั้งปลาน้ำจืดและปลาทะเล(ปลาน้ำจืดมีปริมาณกรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่น้อยกว่าปลาทะเล)

สุดยอดอาหารทำลาย...ใจ

อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เครื่องในสัตว์ กุ้ง ไข่แดง เนย อาหารทะเลอย่าง ปลาหมึก หอยนางรม ฯลฯ เนื่องจากอาหารเหล่านี้จะเพิ่มคอเลสเตอรอลตามผนัง เส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น ด้านการปรุงอาหาร แม้ว่าจะเลือกทานผักผลไม้สด แต่ใช้วิธีปรุงที่มีน้ำมันในปริมาณมาก เช่น น้ำมัน ปาล์ม ในการผัด ทอด หรือมีการใช้เนย นมขนมเค้กผลไม้ ก็เสี่ยงกับภาวะคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดสูงเช่นเดียวกัน

ทำตามใจด้วยตัวเองบ้าง

ไลฟ์สไตล์ที่คุณชื่นชอบแต่ละอย่างหรืองานอดิเรกใดๆ ก็ตามที่ทำแล้วผ่อนคลายไม่รู้สึกว่า กำลังทำงานอยู่ช่วยให้สมาธิดีขึ้นและมีความสุขขณะที่กำลังทำ ซึ่งไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องทำเหมือนกัน สารเอ็นโดรฟินส์ (Endorphin) หรือที่เราทราบกันดีว่า เป็นสารแห่งความสุขสารนี้เมื่อหลั่งออกมาจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด รู้สึกสดชื่นขึ้น เช่น จัดสวน ฟังเพลง ถักนิดดิ้ง ฯลฯ ช่วยทำให้เกิดจินตนาการ เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการให้ออกมาสวยงาม มีความภูมิใจในตัวเองและมีความสุขกับผลงานที่ออกมา และยิ่งมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้มอบให้กับคนพิเศษ

ทานผักผลไม้สด ธัญพืชไม่ขัดสี

ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง โฮลวีท ลูกเดือย ถั่ว แอปเปิ้ลเขียว ลดเสี่ยงโรคหัวใจได้เช่นกัน เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน E สูงและเส้นใยชนิดละลายในน้ำ (Soluble fiber) ซึ่งจะสามารถลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ดีด้วย

ดื่มไวน์บำรุงหัวใจ

ในไวน์ที่ได้จากการหมักองุ่น โดยเฉพาะองุ่นแดงจะพบมากกว่าสีขาว ในองุ่นมีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งเป็นสารประกอบฟีนอล ช่วยลดคอเลสเตอรอล ที่เกาะตามผนังเส้นเลือด ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ(ปริมาณฟีนอลในไวน์)

น้ำ...เพื่อชีวิต

น้ำเป็นส่วนประกอบของร่างกาย85%ยิ่งได้รับน้ำมาก สุขภาพก็ยิ่งดี แต่หากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ เลือดจะไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อเราดื่มน้ำมากๆ เลือดก็จะไหลเวียนได้ง่ายขึ้น ป้องกันอาหารกปวดศีรษะ ไม่เป็นโรคหลอดเลือดอุดตันหรือแม้แต่โรคหัวใจ หากรู้สึกเพลีย ง่วง หงุดหงิด ไม่สดชื่น การดื่มน้ำเปล่าที่อุณหภูมิปกติ จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำได้ทันที ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว

ออกกำลังกายให้พอดี ๆ

ขณะออกกำลังกาย หัวใจจะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อส่งเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ ซึ่งหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นจากปกติ 2-4 เท่า แล้วแต่ความหนักของการออกกำลังกาย นอกจากนี้การออกกำลังกายต้องพิจารณาเรื่องของอายุ ความแข็งแรงของร่างกาย ของแต่ละคนด้วย เพราะผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ การเลือกรูปแบบการออกกำลังกายและระดับความหนักเบาจะต่างกันไป ที่สำคัญควรมีการปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ขณะออกกำลังกายร่างกายจะดึงไกลโคเจน (Glycogen) ที่สะสมมาเผาผลาญเป็นพลังงาน ถ้าออกกำลังกายนานและหนักมาก ไกลโคเจนที่สะสมไว้หมด ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงานแทน ส่งผลให้กล้ามเนื้อฝ่อได้แอโรบิค หมายถึง การออกกำลังกายที่ต่อเนื่องประมาณอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ช่วยให้ระบบการทำงานของปอด ระบบหลอดเลือดและหัวใจดีขึ้น เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน การเดิน เป็นต้น

สัตว์เลี้ยงตัวโปรด

ควรเป็นสัตว์ชนิดที่ผู้เลี้ยงถูกชะตา เกิดความชอบและอยากจะดูแล บางคนอาจชอบสัตว์ที่เลี้ยงแล้วไม่ต้องมาคลอเคลียใกล้ ๆ เช่น นก ปลา เต่า แต่บางคนชอบที่จะมีสัตว์เลี้ยงอยู่ใกล้ๆ เป็นเพื่อน เช่น แมว สุนัข ซึ่งสุนัขเป็นสัตว์ที่รักเจ้าของโดยไม่มีข้อแม้ ไม่ว่าเจ้าของจะดุ ดีในบางครั้ง มันอาจจะแค่งอนเจ้าของชั่วครู่ แล้วก็กลับมารักคลอเคลียเราเหมือนเดิม คนที่เลี้ยงสุนัขกลับบ้านมาจะรู้สึกดีทันที ที่เห็นสุนัขเดินส่ายหางวิ่งเข้ามาหา ดังนั้นการได้เล่นกับสัตว์ ได้ดูแล เป็นที่พึ่งและเป็นผู้ให้ จะทำให้เจ้าของรู้สึกเป็นสุข จิตใจกระปรี้กระเปร่า สดชื่น ซึ่งทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟินส์ออกมา

มองโลกในแง่ดี ไม่เครียด

การมองโลกในแง่ร้ายและความเครียด จะส่งผลกับพฤติกรรมที่ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวเนื่องกับโรคหัวใจ เช่น พฤติกรรมการกินอาหาร ที่ไม่ใส่ใจสุขภาพ กินตามความอยาก เช่น มันฝรั่งทอด ไก่ทอด พิซซ่า ซึ่งเป็นอาหารที่มีโซเดียม คอเลสเตอรอลสูง พฤติกรรมการออกกำลังกายที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่เห็นประโยชน์ที่ต้องทำ เป็นต้น การมองโลกในแง่ร้าย คิดว่าปัญหาไม่มีทางแก้ไขให้ดีขึ้น ส่งผลทำให้เครียด เมื่อคนเรามีอาการเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลิน (Adrenalin) และนอร์อะดรีนาลิน (Noradrenalin) ซึ่งส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ในการที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายให้ได้

ฝึกเป็นผู้ให้บ้าง

หากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข โดยที่ไม่ทำให้ตัวเองหรือคนอื่นเดือดร้อน ฝึกระงับอารมณ์ เช่น ไปทำบุญ ปล่อยปลา ระงับความโกรธจากการถูกเหยียบเท้า แล้วไม่ขอโทษหงุดหงิดที่เขาดึงเสื้อราคาเซลส์ตัวสวยไปจากคุณ เมื่อทำได้อย่างนั้นแล้ว จะให้เรารู้สึกอิ่มใจไปกับการให้นั้น เป็นการคิดบวกเพื่อเพิ่มคุณค่าในจิตใจ และจะรู้สึกยินดีไปกับเรื่องนั้น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสารแห่งความสุขด้วย เช่นเดียวกัน

อัตราชีพจรในอัตราที่เหมาะสม

เมื่อออกกำลังหัวใจตามอายุในคนปกติ

อายุ(ปี)         อัตราชีพจรที่เหมาะสม (ครั้งต่อนาที)

20                      118 -157
25                      118-155
30                      115-153
40                      112-150

4 โรคหัวใจที่ควรรู้จัก


การดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยในปัจจุบันมีความเคร่งเครียด ในเรื่องเศรษฐกิจกันมากขึ้น ความเป็นอยู่ที่ต้องเร่งรีบ พฤติกรรมกการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป
โดยรับประทานผักกันน้อยลง และหันมาทานอาหารจานด่วนกันมากขึ้น ทำให้สถิติการเสียชีวิตจากการเกิดโรคหัวใจในประเทศไทยโดยเฉพาะการเสียชีวิตจากเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา โดยอัตราการตายของคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบเป็นอันดับหนึ่ง โดยเสียชีวิตชั่วโมงละ 4 คน ซึ่งเป็นสถิติที่สูงมาก ดังนั้นเรามารู้จักกับโรคหัวใจกันเถอะ เพื่อที่จะได้รู้จักใจเรามากขึ้น โรคหัวใจที่สำคัญ แบ่งได้ดังนี้คือ

1.โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เกิดจากการตีบตันแคบ หรืออุดตันในหลอดเลือดโคโรนารี่ที่นำไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจขาดเลือด จึงเกิดอาการต่าง ๆ เช่น จุกแน่น เสียดแสบบริเวณทรวงอก อาจแผ่กระจายไปที่ แขน ลำคอ ขากรรไกร กราม หากเป็นมากจะอ่อนเพลีย เหงื่อออก เป็นลม ใจสั่น จนถึงเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน ถ้าท่านเจ็บหน้าอกและมีอาการร่วมอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น และหรือเจ็บนานเกิน 15-20 นาที ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร่งด่วน เพื่อรับการรักษาได้ทันท่วงที

2.โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เกิดเนื่องจากมีความผิดปกติของการเจริญเติบโตของหัวใจในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดาโดยเฉพาะในช่วง3เดือนแรก โรคหัวใจพิการที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากการมีรูโหว่ที่ผนังภายในหัวใจลิ้นหัวใจตีบตันหรือรั่ว หลอดเลือดผิดจากตำแหน่งปกติ

3.โรคหัวใจรูห์มาติค พบในเด็กอายุ 7-15ปี เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเบต้าฮีโมไลติคสเตร็ปโตคอคคัส ทำให้คออักเสบ ไข้สูง ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคนี้ ถ้าได้รับเชื้อโรคนี้ซ้ำอีกจะเกิดอาการอักเสบที่ข้อเข่า ข้อศอก และสมอง กล้ามเนื้อหัวใจ เยื่อบุหัวใจ และลิ้นหัวใจ ถ้ามีอาการอักเสบซ้ำหลาย ๆ ครั้ง จะเกิดพังผืดขึ้นที่ลิ้นหัวใจจนเปิดไม่เต็มที่และหรือปิดไม่สนิท ทำให้ลิ้นหัวใจจะตีบแคบลงหรือรั่ว

4.โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง ค่าความดันที่เกิน 140/90 มม.ปรอท ถือว่าสูงผิดปกติ ถ้าความดันสูงเกิน 160/95 มม. ปรอท ผิดปกตินานๆ หัวใจต้องทำงานหนักและทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น ขนาดหัวใจโตขึ้นเกิดภาวะหัวใจวาย มีอาการเหนื่อยง่าย หอบ เท้าบวม นอนราบไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยง ผู้ชายมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิง โดยอาการที่ส่อให้รู้ว่ากำลังถูกโรคหัวใจคุกคามคือ อาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย โดยเฉพาะช่วงออกกำลังกาย หากสังเกตพบอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางโดยด่วนเพื่อรับการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง หันมาดูแลหัวใจคุณสักนิด ก่อนที่จะเสียใจไปตลอดชีวิต

16.10.12

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตหรือสเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตหรือสเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร
เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หรือ สเต็มเซลล์ คือ เซลล์ตัวอ่อนของโลหิตโดยจะเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว และเกล็ดโลหิตซึ่งนอกจากจะเจริญเติบโตเป็นเม็ดโลหิตหลายชนิดแล้ว สเต็มเซลล์ยังสามารถให้กำเนิดตัวเองได้ตลอดเวลา ด้วยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว ทำให้สเต็มเซลล์ไม่มีวันหมดไปจากร่างกาย เราจึงสามารถบริจาคสเต็มเซลล์ให้กับผู้ป่วยโดยที่สเต็มเซลล์ของผู้บริจาคสามารถสร้างขึ้นทดแทนได้อย่างรวดเร็ว
ในประเทศไทยจึงได้เริ่มตั้งโครงการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (National Stem Cell Donor Registry Program) โดยแพทยสภาได้ประกาศเป็นข้อบังคับว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมเกี่ยวกับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในราชกิจจนุเบกษา และกำหนดให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่ไม่ใช่ญาติให้กับผู้ป่วย เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2545 โครงการนี้จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2551 – 2555 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ มีเป้าหมายในการจัดหาอาสาสมัคร ฯ ให้ได้จำนวน 100,000 ราย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงขอเชิญชวนผู้บริจาคโลหิต และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ร่วมเป็น 1 ใน 100,000 ผู้กล้าสู่ศรัทธาและความภาคภูมิใจ มอบชีวิตใหม่ที่สดในแก่ผู้ป่วย
ขั้นตอนการลงทะเบียนเป็นผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
1. คุณสมบัติของผู้บริจาค
- อายุ 18 – 50 ปี
- น้ำหนัก 40 กิโลกรัมเป็นต้นไป
- สุขภาพร่างกายแข็งแรง
- ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีโรคติดต่อ และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง
2. การลงทะเบียนเป็นอาสาสมัคร
2.1 สำหรับผู้ที่บริจาคโลหิตอยู่แล้ว
- แจ้งความจำนง ลงทะเบียนพร้อมกับการบริจาคโลหิตปกติ
- ตรวจวัดความดันและความเข้มของโลหิตและรับหมายเลขถุงบรรจุโลหิตที่เคาน์เตอร์ ลงทะเบียน (ขั้นตอนหมายเลข 3)
อย่าลืม !! ย้ำกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่า ขอลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
- กรอกรายละเอียดเพื่อแสดงความยินยอม บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ ฯ ก่อนไปบริจาคโลหิต
2.2 สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิต
- แจ้งความจำนงลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือเจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ ฯ ก่อนที่จะไปห้องเก็บตัวอย่างโลหิต
3. หลังจากลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครเรียบร้อยแล้ว
- ศูนย์บริการโลหิตฯ จะเก็บตัวอย่างโลหิตประมาณ 20 ml. (ซี.ซี.) เพื่อนำไปตรวจลักษณะเนื้อเยื่อ (HLA of Tissue typing) และเก็บเป็นฐานข้อมูล (database) ไว้
- หากผู้บริจาคมีลักษณะเนื้อเยื่อ HLA เข้ากันได้กับผู้ป่วยแล้ว ทางศูนย์บริการโลหิตฯ จะเชิญอาสาสมัครมา บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดโลหิตในภายหลัง

หลากหลายวิธีการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หรือ สเต็มเซลล์ (Steem Cell)
1. บริจาคทางหลอดโลหิตดำ
ต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการแยกเก็บเฉพาะเซลล์กำเนิดเม็ดโลหิต เพราะเนื่องจากโลหิตในกระแสโลหิตจะมีเซลล์กำเนิดเม็ดโลหิตอยู่น้อยมากในขั้นแรกจึงต้องฉีดยา G-CSF เป็นเวลา 4 วัน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมากระจายในกระแสโลหิตให้มากพอ จึงจะเข้ากระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ซึ่งคล้ายกับวิธีการเก็บเกล็ดโลหิต หรือ น้ำเหลือง (Plasma) โดยแทงเข็มที่หลอดโลหิตดำบริเวณข้อพับแขน (Vein) ให้โลหิตไหลเข้าสู่เครื่อง Automated Blood Cell Separator ที่จะแยกเฉพาะเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทั้งนี้ จะใช้เวลาเก็บครั้งละ 3 ชั่วโมง และอาจจะต้องเก็บ 2 – 3 วัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้ป่วย
2. บริจาคทางไขกระดูกเป็นกระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากโพรงไขกระดูก โดยใช้เข้มเจาะเก็บจากบริเวณสะโพกด้านหลัง กระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งก่อนที่จะถึงกระบวนการเจาะเก็บข้างต้น ผู้บริจาคอาจต้องบริจาคโลหิตเก็บไว้ และจะนำมาให้หลังจากที่ได้เจาะเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเรียบร้อยแล้ว โดยผู้บริจาคจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลหนึ่งคืน ทั้งนี้ ร่างกายสามารถสร้างเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริจาคสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้นและควรพักฟื้นร่างกายประมาณ 5 – 7 วัน
การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เป็นการบำเพ็ญ “อุปบารมีทาน” ซึ่งเป็นทานบารมีที่เหนือกว่าการให้ทานทรัพย์สมบัติใด ๆ นอกจากผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจะมีชีวิตใหม่ที่สดใสแข็งแรงแล้ว โรคทางโลหิตบางชนิดหายขาด บางชนิดก็ดีขึ้นกว่าเดิม
ผู้บริจาคก็ยังเกิดความสุขใจและอยากที่จะเป็นผู้ให้แก่ผู้เดือดร้อนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด
ผลที่ได้รับจากการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
· มอบโอกาส และชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วย
· มีโอกาสตรวจร่างกายอย่างละเอียด ก่อนการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
· ได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้นที่ 1 จากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

“ขึ้นชื่อว่ากาชาดเป็นที่รู้กันดีว่า หมายถึง ผู้ช่วยด้วยเมตตา ด้วยกรุณาอย่างยิ่งต่อทุกชีวิตไม่เลือกชาติ ศาสนา หรือ ฐานะจะยากจนมีดีชั่วอย่างไร กาชาดมีใส่ใจ ช่วยได้เพียงไรกาชาดก็จะช่วย นับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ ผู้ร่วมงานด้วยจิตใจเป็นบุญเช่นนี้ ควรได้รับอนุโมทนาสาธุการอย่างยิ่ง”
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชกลมมหาสังฆปริณายก


ที่มา : ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย